เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง กรุงเทพมหานคร ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรม รณรงค์ให้ประชาชนและทุกภาคส่วนในพื้นที่กรุงเทพฯ ร่วมกันปิดไฟและลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น พร้อมกับเมืองต่างๆ มากกว่า 7,000 เมืองทั่วโลก ในกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ประจำปี 2566” วานนี้ (วันเสาร์ที่ 25 มี.ค.66) ช่วงเวลา 20.30-21.30 น. ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ผู้ประกอบการ เจ้าของอาคาร สถานที่ ให้ความร่วมมือ ปิดไฟในช่วงดังกล่าว รวมถึง 5 Landmark หลัก ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) พระบรมมหาราชวัง  วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เสาชิงช้า สะพานพระราม 8  และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร (ภูเขาทอง) ได้ร่วมปิดไฟเชิงสัญลักษณ์ด้วย

จากการคำนวณปริมาณการใช้ไฟฟ้าช่วงเวลาดังกล่าวในพื้นที่กรุงเทพฯ ในช่วงเวลากิจกรรม โดย การไฟฟ้านครหลวง พบว่า สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 36 เมกะวัตต์ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ 5.2 ตัน หรือเทียบกับเที่ยวบินกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ จำนวน 43 เที่ยวบิน หรือการใช้รถยนต์ดีเซลเท่ากับ 31,200 กิโลเมตร หรือเทียบกับการปิดไฟครัวเรือน 23,400 ครัวเรือน

ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ERI) องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และภาคีเครือข่าย ภายใต้ การดำเนินงานโครงการพลังงานสะอาดเข้าถึงได้และมั่นคง สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Clean, Affordable, and Secure Energy for Southeast Asia: CASE) จัดงาน “Energy เอเนอจิ้น : จินตนาการเพื่อพลังงานที่เป็นมิตรต่อชีวิตและโลก” ระหว่างวันที่ 25-26 มี.ค.66 เวลา 16.30-21.30 น. ณ บริเวณลานด้านหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เขตปทุมวัน เพื่อเปิดมุมมองเรื่องการใช้พลังงานในเมือง พร้อมทั้งรณรงค์และส่งเสริมให้ประชาชนตระหนักและเห็นความสำคัญของการลดการใช้พลังงาน และมีส่วนร่วมการเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม โลกร้อน ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ปีที่แล้วในพื้นที่ กทม.มีฝนตกมากกว่าค่าเฉลี่ย 2 เท่า รวมทั้ง กทม.ยังเป็น 1 ใน 10 เมืองที่จะได้รับผลกระทบจากโลกร้อน ดังนั้น เราจึงต้องมาร่วมกันทำให้สถานการณ์ของ กทม.ดีขึ้น ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนที่ลดลง ลดการใช้พลังงาน เปลี่ยนจากใส่สูท ลดอุณหภูมิเมื่อเปิดแอร์ ลดการใช้รถที่ใช้น้ำมัน และใช้ระบบขนส่งสาธารณะให้มากขึ้น

สำหรับกิจกรรมปิดไฟปีที่แล้วถือว่าได้ผลดี สามารถลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าได้ 78 เมกะวัตต์ และลดปริมาณคาร์บอนได้ 20 ตัน ในขณะที่แต่ละปีเราผลิตคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 40 ล้านตัน จึงต้องพยายามให้มากขึ้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงจะเกิดจากความตระหนักรู้ ทุกคนต้องรู้จัด Net zaro รู้จัก Carbon เมื่อเรารู้ทุกอย่างจะเกิดขึ้นได้ สุดท้ายทั้งหมดจะไม่ได้อยู่ในจินตนาการ และอาจจะกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ มีช่องทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ ขอให้ทุกคนตระหนักรู้ และร่วมกันให้จริงจัง.