อัลลิสัน ฟิเชอร์ จากฟลอริดา มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานมาตั้งแต่เด็ก เธอโดนไล่ให้ลดน้ำหนักทุกครั้งที่ไปหาหมอ ไม่ว่าจะเจ็บป่วยด้วยโรคใด ๆ ทำให้เธอหลีกเลี่ยงการไปหาหมออยู่เสมอ
แต่หลังจากที่แม่ของเธอป่วยเป็นโรคมะเร็ง เธอจึงตัดสินใจหันกลับมาใส่ใจสุขภาพตัวเองอย่างจริงจัง เพราะเธออยากจะเป็นคนดูแลแม่ ไม่ใช่ให้แม่มาดูแลเธอ
ในเดือนพฤศจิกายน 2565 ฟิเชอร์ ซึ่งอายุได้ 20 ปี ตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างจริงจัง และพบว่าเธอมีเนื้องอกรูปร่างเหมือนลูกแตงโมผลใหญ่ขนาด 20×20 นิ้ว หนัก 104 ปอนด์ หรือราว 47.13 กก. อยู่ในรังไข่ของเธอ ซึ่งทีมแพทย์เชื่อว่า น่าจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงที่เธออยู่ในวัยเจริญพันธุ์และเริ่มตกไข่
ฟิเชอร์ มีหน้าท้องกลมนูนตั้งแต่เด็ก และเธอมักจะโดนถามบ่อยๆ ว่าตั้งครรภ์อยู่หรือไม่ นอกจากนี้ ยังบอกว่าเธอต้องแบกน้ำหนักท้องตัวเองเหมือนคนที่ตั้งครรภ์จริง ๆ และทำให้เธอรู้สึกไม่สบายตัวอย่างมาก เธอยืนได้ไม่เกิน 5 นาที และไม่สามารถนอนหงายได้ เพราะรู้สึกเหมือนอวัยวะส่วนอื่นโดนท้องของเธอกดทับจนบี้แบน
ฟิเชอร์ เคยมีประจำเดือนติดต่อกันยาวนานถึง 1 ปี ตอนอายุ 17 ปี จากนั้นก็หายไป จนเธออายุ 20 ปี อาการดังกล่าวก็กลับมาอีก และเธอรู้สึกปวดท้องอย่างมากจนแม้แต่ยาแก้ปวดก็ช่วยไม่ได้ สิ่งที่เธอไม่รู้ ณ เวลานั้นก็คือ อาการของเธออันตรายต่อชีวิตมาก เพราะเนื้องอกก้อนใหญ่ทำให้เธอหายใจลำบากยิ่งขึ้น
ฟิเชอร์ ไปตรวจที่ศูนย์สุขภาพแอสเซนชัน เซนต์วินเซนต์ ในฟลอริดา ทีมแพทย์รู้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติและสั่งทำซีทีสแกนให้เธอ ทำให้พบก้อนเนื้อหนัก 47.13 กก. ที่รังไข่ข้างขวา และก้อนเนื้อหนัก 12 ปอนด์หรือ 5.4 กก. ที่รังไข่ข้างซ้ายอยู่ในลักษณะที่บิดเป็นเกลียว
ฟิเชอร์ ถึงกับร้องไห้เมื่อได้รับการวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องเหมาะสม และรู้สึกโล่งใจที่พบสาเหตุเสียที
นายแพทย์มาร์ติน มาร์ติโน หัวหน้าทีมศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดเนื้องอกให้ ฟิเชอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า ทีมของเขาต้องถ่ายเอาของเหลวออกจากตัวเธอเป็นจำนวนมากถึง 46 ลิตร ในระหว่างการผ่าตัด เขาสันนิษฐานว่า เนื้องอกเหล่านี้น่าจะเริ่มเติบโตตั้งแต่เธอเริ่มมีประจำเดือน
เมื่อ ฟิเชอร์ ฟื้นจากการผ่าตัด เธอร้องไห้และบอกหมอมาร์ติโนว่า เขาได้ช่วยชีวิตเธอไว้ แผนการต่อไปของเธอก็คือ การเข้ารับการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนักอย่างจริงจังในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า จากนั้นก็จะสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
กรณีของฟิเชอร์สะท้อนความจริง เรื่องการแสดงความรังเกียจคนไข้ที่มีน้ำหนักเกินจากบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้ที่เข้าข่าย “อ้วน” หลายคนประสบเหตุการณ์ที่แพทย์ไม่ยอมตรวจรักษาอย่างจริงจัง แต่ไปมุ่งเน้นในคนไข้ลดน้ำหนักแทน จนละเลยการหาสาเหตุของอาการป่วยที่แท้จริง
แหล่งข่าว : insider.com
เครดิตภาพ : Ascension



