เมื่อวันที่ 7 เม.ย. ที่ห้องประชุมรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหาร กทม. ผอ.เขตทั้ง 50 เขต และหัวหน้าหน่วยงาน โดยก่อนเริ่มประชุมได้ย้ำกับ ผอ.เขต และผู้เข้าร่วมประชุมทุกคน ถึงกรณีที่ตำรวจ ปปป.เข้าจับหัวหน้าฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตราชเวที เรียกรับผลประโยชน์ 3.2 ล้านบาทว่า ขออย่าให้ข้าราชการน้ำดี เสียกำลังใจ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องส่วนบุคคล แต่ยืนยันว่า กทม. ให้ความสำคัญกับคำที่ว่า “ไม่ส่วย ไม่เส้น” เพราะเรื่องของการทุจริตเป็นสิ่งที่รับไม่ได้
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ที่มีปัญหาเรื่องความโปร่งใสในแต่ละเขตก็จะมาฝ่ายเทศกิจ ฝ่ายโยธา และฝ่ายรายได้ ซึ่งได้เน้นย้ำให้ ผอ.เขตให้ความสำคัญเรื่องนี้ คนที่ไม่ดีมีจำนวนไม่มาก และขอให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ จึงต้องกรองคนไม่ดีออกไป ทางคดีหลังจากนี้ก็จะต้องขยายผลต่อ สำหรับทาง กทม.ก็จะมีมาตรการป้องกัน โดยลดการใช้วิจารณญาณในการประเมินรายได้ของฝ่ายรายได้ และนำเทคโนโลยีมาช่วย ทำให้กระบวนการเรียกสินบนและค่าตอบแทนใต้โต๊ะลดลงได้
“ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดี เพราะเมื่อก่อนภาษีโรงเรือนคิดตามการประเมินรายได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง คิดตามราคาประเมินของกรมธนารักษ์และราคาประเมินอาคาร ทำให้ค่อนข้างตรงไปตรงมา และเมื่อเข้าสู่ระบบดิจิตอล ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบได้ดีขึ้น”
นอกจากนี้ รวมถึงจะให้ฝ่ายตรวจสอบภายใน ร่วมกับผู้ตรวจราชการสูง ลงไปช่วยดูกระบวนการจัดเก็บเงิน เพื่อให้ลดการใช้วิจารณญาณโดยคนใดคนหนึ่ง เป็นการตรวจสอบอีกชั้น ส่วนกระบวนการขอใบอนุญาตต่างๆ หลักการจะทำให้เป็นออนไลน์มากยิ่งขึ้น เพื่อลดการเจอตัวกันผู้ให้ใบอนุญาตกับประชาชน และการพิจารณาจะใช้การพิจารณาเป็นกลุ่มคณะกรรมการแทนคนคนเดียว เพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ
“กรณีจับคนทุจริต ครั้งนี้เป็นเคสที่ 3 แล้ว กทม.ก็ลงโทษขั้นเด็ดขาด โดยเริ่มต้นจากการโยกข้าราขการที่มีปัญหาเข้ามา จากนั้นสั่งพักงานแล้วตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรง ภายในกรอบ 30 วัน ที่ต้องโยกมาเพื่อให้คนไปแทนได้ ดีกว่าเสียตำแหน่งไป”
นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า ในส่วนการขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวน กทม.ให้ความร่วมมือเต็มที่ ส่วนในพื้นที่เขตพญาไทจะมีความผิดด้วยหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานของตำรวจ แต่หัวใจสำคัญคือการอุดช่องโหว่ว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร หลังจากนี้จะไล่เก็บภาษีอย่างเป็นธรรม ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง มองว่า ไม่น่ามีข้อกังขา เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ ส่วนภาษีโรงเรือน ก็ต้องมีคณะทำงานขึ้นมาเพื่อให้เกิดความรอบคอบและโปร่งใสมากขึ้น กทม.เก็บภาษีได้ปีละกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่ได้น้อย แต่เมื่อมีการเปลี่ยนรูปแบบจากรายได้เป็นราคาประเมินอาจจะจัดเก็บได้น้อยลง ตามรูปแบบที่เปลี่ยนไปบ้าง
ด้าน นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่ากทม. บอกว่า ที่ผ่านมากองรายได้สำนักงานเขต จะต้องไปประเมินตรวจสอบ ถ้าไม่มั่นใจสามารถส่งให้คณะกรรมการดำเนินการได้ แต่กรณีที่เกิดขึ้นของสำนักงานเขตราชเทวีนั้น เขตมีการประเมินและพิจารณาดำเนินการจัดเก็บเอง จึงต้องให้หน่วยตรวจสอบภายในจึงต้องลงไปช่วยตรวจสอบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ส่วนที่ผ่านมาทำไม กทม.ถึงไม่มีการจัดเก็บภาษีย้อนหลัง ช่วง 6-10 ปีที่ผ่านมา ยอมรับว่าเป็นเรื่องของสำนักงานเขต อาจจะมีการตกหล่น และเมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแล้ว หลังจากนี้ก็จะทำให้ข้อมูลในอนาคตจะมีความชัดเจนมากขึ้น ว่ามีอาคารตรงไหนบ้างที่ยังไม่มีการประเมิน และเมื่อประเมินแล้วก็ให้สำนักงานเขตเข้าไปจัดเก็บได้
ด้าน พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการประสานงานกับ ปปป. เพื่อปรึกษาหารือถึงรูปแบบการกระทำความผิดก่อนวางแผนดำเนินการ หลังจากนี้ก็จะมีการทำเวิร์กช็อปให้เจ้าหน้าที่กทม.ได้รับรู้ และตระหนักถึงพฤติกรรมเหล่านี้ ที่ผ่านมา กทม.ทราบแค่ชื่อผู้กระทำความผิด แต่ยังไม่รู้แผนประทุษกรรม จึงต้องให้ตำรวจดำเนินการ
ขณะที่ นายณันทพงศ์ สินมา ผอ.เขตราชเทวี กทม.กล่าวว่า อยู่ระหว่างพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่เขตรายดังกล่าว เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและเป็นธรรม สำนักงานเขตกำชับการปฏิบัติงานของฝ่ายรายได้ในการประเมินและจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เป็นไปตามกฎหมาย โดยจัดประชุมชี้แจงข้อราชการและนโยบายของผู้บริหาร กทม.และภารกิจที่ต้องปฏิบัติของเขตราชเทวีทุกเดือน.



