เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 21 เม.ย. ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) ครั้งที่ 1/2566 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวแสดงความห่วงใยเกษตรชาวสวนปาล์ม ที่อาจได้รับผลกระทบจากราคาผลปาล์มในประเทศตกต่ำ เนื่องจากในช่วงต้นปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการชะลอรับซื้อของโรงสกัดน้ำมันปาล์มในหลายพื้นที่ และผลผลิตที่ออกมามากอย่างต่อเนื่องจากปลายปี ที่ทำให้มีน้ำมันปาล์มดิบส่วนเกินเหลือจากการบริโภคในประเทศมากกว่าเดือนละ 1 แสนตัน จนสต๊อกน้ำมันปาล์มไต่ระดับขึ้นเกือบแตะ 4 แสนตัน เมื่อเดือนม.ค. ที่ผ่านมา สูงสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง
พล.อ.ประวิตร กล่าวขอความร่วมมือให้ผู้ประกอบการด้านปาล์มน้ำมันในประเทศ เร่งส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2566 สามารถส่งออกน้ำมันปาล์มดิบและน้ำมันปาล์มกลั่นรวมมากกว่า 4 แสนตัน ทำให้ระดับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบจากระบบมิเตอร์ปาล์มออนไลน์ ณ วันที่ 18 เม.ย. นี้ มีปริมาณลดลงมาอยู่ที่ระดับ 2.14 แสนตัน ทำให้สามารถรักษาระดับราคาผลปาล์มทะลายสูงกว่าราคาประกัน อยู่ที่ระดับ 5.5-6.2 บาท และเพื่อลดความเสี่ยงจากผลผลิตที่ทยอยออกมาเพิ่มเติม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบมาตรการอุดหนุนการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 1.5 แสนตัน วงเงิน 309 ล้านบาท และเห็นชอบมาตรการประกันราคาผลปาล์มทะลายในวงเงิน 3,133 ล้านบาท มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามขั้นตอนที่เกี่ยวข้องต่อไป
“ทั้งนี้ ขอให้กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเร่งผลักดันโครงการต่างๆ ที่ผ่านความเห็นชอบแล้ว ให้บรรลุเป้าหมายเป็นรูปธรรม ตามนโยบายของรัฐบาล” พล.อ.ประวิตร กล่าว
ด้าน พล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานอนุกรรมการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันทั้งระบบ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ภาคใต้ ชาวสวนได้ร้องเรียนและมีความเป็นห่วงในเรื่องของโครงสร้างราคาน้ำมันปาล์ม และการเปิดเผยข้อมูลสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ที่ผ่านมายังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันอยู่หลายประเด็น โดยเฉพาะตัวเลขค่าการผลิต การแบ่งผลพลอยได้จากการผลิต และยังไม่มีการทดลองคำนวณราคาตามสูตรดังกล่าวเทียบกับราคาจริง โดยสูตรที่จะบังคับใช้ ไม่ควรมีความซับซ้อนจนเกินไป ซึ่งที่ประชุมเห็นควรให้ศึกษาสูตรโครงสร้างของมาเลเซียเพิ่มเติม โดยมอบให้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) และกระทรวง อว. รับไปดำเนินการจัดหางบประมาณในการศึกษาให้เป็นไปโดยรอบคอบ และให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพื่อดำเนินการในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะแล้ว.



