สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ว่า สืบเนื่องจากการสู้รบระหว่างกองทัพซูดานกับกองกำลังเคลื่อนที่เร็ว (อาร์เอสเอฟ) ซึ่งปะทุเมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 400 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคนนั้น


ความพยายามของนานาประเทศในการอพยพบุคลากรการทูตและพลเมืองของตัวเอง เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดและความวุ่นวาย โดยประเทศที่ยืนยันว่า สามารถอพยพเจ้าหน้าที่การทูตออกได้ทั้งหมดแล้ว คือสหรัฐ และสหราชอาณาจักร

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ พร้อมทีมงาน สังเกตการณ์ภารกิจของกองทัพ ในการอพยพเจ้าหน้าที่การทูตของรัฐบาลวอชิงตัน ออกจากกรุงคาร์ทูม ประเทศซูดาน


ขณะที่ฝรั่งเศสยืนยัน เครื่องบินลำเลียงอพยพเจ้าหน้าที่การทูตของรัฐบาลปารีส และบุคลากรของสหภาพยุโรป (อียู) รวมหลายร้อยคน เดินทางมายังจิบูตี และเตรียมจัดเที่ยวบินที่สองภายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยไม่มีการเอ่ยถึงรายงานว่า พลเมืองฝรั่งเศสคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการถูกซุ่มโจมตี ระหว่างการอพยพ ซึ่งกองทัพซูดานและอาร์เอสเอฟกล่าวโทษกัน ว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย


นอกจากนี้ กองทัพซูดานยังกล่าวหาอาร์เอสเอฟ ปล้นสะดมขบวนรถของเจ้าหน้าที่การทูตกาตาร์ ด้านรัฐบาลอียิปต์รายงานว่า นักการทูตของตัวเองได้รับบาดเจ็บระหว่างการอพยพ แต่ไม่ได้พาดพิงฝ่ายใดโดยตรง ส่วนอิรักยืนยัน มีพลเมืองอย่างน้อย 1 ราย เสียชีวิตจากการได้รับลูกหลงระหว่างการสู้รบ


ทั้งนี้ การที่ซูดานเข้าสู่สภาวะสงครามกลางเมือง “อย่างฉับพลัน” เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ที่ผ่านมา สร้างความวิตกกังวลให้กับทุกฝ่าย เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านอำนาจจากรัฐบาลทหารสู่รัฐบาลพลเรือน หลังการรัฐประหารเมื่อปี 2562 ซึ่งกองทัพซูดานและอาร์เอสเอฟร่วมกันโค่นอำนาจประธานาธิบดีโอมาร์ อัล-บาเชียร์ ซึ่งผูกขาดการปกครองประเทศยาวนาน 26 ปี


ยิ่งไปกว่านั้น การสู้รบจะยิ่งเพิ่มอุปสรรค ให้กับการส่งมอบความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมจากนานาชาติ และอาจกลายเป็นการดึงให้ “บุคคลภายนอก” เข้ามามีส่วนร่วมกับการสู้รบครั้งนี้ ที่ต่างฝ่ายต่างไม่เคารพการหยุดยิง และยังคงปฏิเสธเจรจากัน.

เครดิตภาพ : REUTERS