สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงอะซุนซิออง ประเทศปารากวัย เมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่า ปารากวัยจัดการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันอาทิตย์ โดยผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งราว 4.8 ล้านคน จากทั้งหมดราว 7.5 ล้านคน จะเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 80 ที่นั่ง โดยเป็นการเลือกตั้งรอบเดียว ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้รับชัยชนะทันที


ในส่วนของการเลือกตั้งผู้นำปารากวัยมีผู้สมัครทั้งสิ้น 3 คน ไม่ว่าบุคคลใดก็ตามได้รับชัยชนะ จะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของปารากวัยอย่างมาก โดยเฉพาะกับไต้หวัน ซึ่ง ปารากวัย เป็นเพียง 1 ใน 13 ประเทศ ที่ยังคงมีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการ โดยมีการสถาปนาความร่วมมืออย่างเป็นทางการ เมื่อปี 2500

บิลบอร์ดหาเสียงของนายซันติอาโก เปญา ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีปารากวัย ในกรุงอะซุนซิออง


นายอีเฟรน อเลเกร ตัวแทนผู้สมัครของฝ่ายค้านซึ่งมีคะแนนนิยมนำเหนือตัวแทนของพรรครัฐบาล กล่าวว่า หากได้รับชัยชนะ จะยุติความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทเป แล้วสถาปนาความสัมพันธ์กับจีนแทน เนื่องจากจะเป็นผลดีกับเศรษฐกิจมากกว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปารากวัย “เสียสละมากพอแล้ว” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ปารากวัยกลับ “ยังไม่ได้รับการตอบสนองแบบเดียวกัน” จากไต้หวัน


ขณะที่ นายซันติอาโก เปญา ตัวแทนผู้สมัครจากฝ่ายรัฐบาล ยังคงยืนยันการสานต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทเป แต่จะย้ายสถานเอกอัครราชทูตปารากวัย ออกจากกรุงเทลอาวีฟ ไปยังนครเยรูซาเลม สานต่อแผนการของรัฐบาล ซึ่งเคยประกาศเมื่อปี 2561


ปัจจุบัน ปารากวัย เป็นหนึ่งในประเทศซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจรวดเร็วที่สุดในลาตินอเมริกา รายงานของธนาคารกลางปารากวัยคาดการณ์ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ( จีดีพี ) ของปารากวัย จะขยายตัวที่ 4.8% ในปีนี้ ใกล้เคียงกับคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ( ไอเอ็มเอฟ ) ซึ่งระบุไว้ที่ 4.5%.

เครดิตภาพ : AFP