ผลการวิจัยฉบับใหม่ล่าสุดในหัวข้อ “ความเชื่อมโยงของการใช้สองภาษาในวัยหนุ่มสาวและประโยชน์ด้านการจดจำในกลุ่มผู้สูงวัย” จากทีมงานในเยอรมนี ค้นพบว่า การใช้งานสองภาษาเป็นอย่างน้อยในชีวิตประจำวัน อาจมีส่วนช่วยอย่างมากในการป้องกันโรคสมองเสื่อม
ทีมวิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากผู้เข้าร่วมโครงการ 746 คน ซึ่งมีอายุระหว่าง 59-76 ปี และในกลุ่มนี้มีจำนวนราว 60% ที่เป็นผู้ป่วยเกี่ยวกับโรคสมอง ซึ่งเริ่มมีอาการเกี่ยวกับความทรงจำที่สับสนและหลงลืม
กลุ่มคนที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้ารับการทดสองเกี่ยวกับการใช้ความจำหลายอย่าง เช่น การนึกชื่อวัตถุ, การสะกดคำศัพท์แบบกลับหลังและลอกเลียนภาพวาด ซึ่งปรากฏว่าผู้เข้าร่วมโครงการที่มีอายุระหว่าง 13-30 ปี หรือระหว่าง 30-65 ปีและสามารถพูดได้ 2 ภาษาและใช้ภาษาที่ 2 ในชีวิตประจำวัน จะสามารถทำคะแนนการทดสอบได้สูงกว่าในหัวข้อเกี่ยวภาษา, ความจำ, การมีสมาธิ, ความตั้งใจ และความสามารถในการตัดสินใจ เมื่อเทียบกับผู้เข้าร่วมโครงการที่สามารถพูดได้เพียงภาษาเดียว
ทีมวิจัยสรุปในภาพรวมว่า การวิจัยครั้งนี้มุ่งไปที่ว่า การเรียนรู้ด้านอักษรศาสตร์ มีส่วนสนับสนุนบทบาทในเชิงปกป้องของทักษะการใช้ภาษาที่มากกว่าหนึ่งภาษา ซึ่งมีต่อการรักษาความสามารถในการจดจำของผู้สูงอายุ ด้วยเหตุนั้น การรู้สองภาษา อาจมีส่วนในเชิงป้องกันความถดถอยของการจดจำและการเกิดโรคสมองเสื่อมได้
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาในหัวข้อคล้ายคลึงกันจากหลายทีมนั้นมีหลากหลาย บางทีมวิจัยพบว่า ผู้ที่สามารถพูดได้ 2 ภาษา อาจมีอาการของโรคสมองเสื่อมเกิดขึ้นช้ากว่าผู้ที่สามารถพูดได้เพียงภาษาเดียว แต่ผู้เชี่ยวชาญบางรายก็เชื่อว่า ผลของกรณีศึกษาล่าสุดนี้ อาจแตกต่างออกไป ถ้าหากมีการสอบถามกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการด้วยว่า มีใครบ้างที่ใช้ภาษาที่ 2 ไม่บ่อย แทนที่จะถามถึงการใช้ภาษาที่ 2 ทุกวันแต่เพียงอย่างเดียว
บูน ลีด ที นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ตั้งข้อสังเกตว่า ผลลัพธ์ในแง่บวกของการรู้สองภาษาที่มีต่อความสามารถในการจดจำเช่นนี้ อาจเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อายุของผู้เข้าร่วมโครงการในการเริ่มเรียนรู้สองภาษา, ภูมิหลังด้านประชากรศาสตร์ และประสบการณ์ชีวิตอื่น ๆ
แหล่งข่าว : nextshark.com
เครดิตภาพ : GETTY IMAGES



