สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ว่า สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติของบังกลาเทศรายงาน ไซโคลนโมคา ซึ่งก่อตัวในอ่าวเบงกอล เคลื่อนตัวด้วยความเร็วลม 195 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขึ้นฝั่งระหว่างเมืองค็อกซ์ บาซาร์ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ กับเมืองซิตตเว เมืองเอกของรัฐยะไข่ ในภาคตะวันตกของเมียนมา เมื่อวันอาทิตย์ตามเวลาท้องถิ่น


ขณะที่ก่อนพายุโมคาเคลื่อนตัวขึ้นฝั่งเพียงไม่กี่ชั่วโมง ศูนย์เตือนภัยไต้ฝุ่นของสหรัฐ รายงานว่า พายุโมคาสะสมความเร็วลมที่ระดับสูงสุด 259 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เทียบเท่าเฮอริเคนระดับ 5 ตามมาตรวัดพายุซัฟเฟอร์-ซิมป์สัน เพิ่มความวิตกให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ว่าอิทธิพลของไซโคลนโมคา อาจรุนแรงยิ่งกว่าเมื่อครั้งไซโคลน “ซิดร์” พาดผ่านบังกลาเทศ เมื่อเดือน พ.ย. 2550 คร่าชีวิตประชาชนมากกว่า 3,000 ราย.

เจ้าหน้าที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ( ยูเอ็นเอชซีอาร์ ) ประกาศผ่านโทรโข่ง ภายในค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจา ในเมืองค็อกซ์ บาซาร์ เตือนให้มีการอพยพขึ้นที่สูง ก่อนการขึ้นฝั่งของไซโคลน “โมคา”


ด้าน สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ ( โอซีเอชเอ ) รายงานว่า ไซโคลน โมคา เป็นพายุลูกแรกที่ขึ้นฝั่งเมียนมาในฤดูมรสุมปีนี้ พร้อมทั้งแสดงความกังวลต่อประชาชนประมาณ 6 ล้านคน ซึ่งอาศัยอยู่บนเส้นทางผ่านของพายุ ในรัฐยะไข่ รัฐชิน ภูมิภาคมะเกว และภูมิภาคสะกาย โดยพื้นที่ทุกแห่งล้วนเป็นต้องได้รับความสนับสนุนด้านมนุษยธรรมจากหลายฝ่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

ชายคนหนึ่งขี่จักรยานไปบนถนน ท่ามกลางฝนซึ่งตกลงมาอย่างหนัก ในเมืองจอว์ตอว์ รัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา


โดยเฉพาะในรัฐยะไข่ ประชาชนมากกว่า 230,000 คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ซึ่งเป็นแนวพื้นที่เสี่ยงได้รับอันตรายจากคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งมีการประเมินว่า อาจมีความสูงถึง 4 เมตร แม้มีรายงานว่า รัฐบาลทหารเมียนมาอพยพประชาชนตามแนวพื้นที่เสี่ยง แต่ยังไม่เป็นที่ชัดเจน ว่ามีการอพยพแล้วจำนวนเท่าใด


ย้อนกลับไปเมื่อปี 2551 เมียนมาเผชิญกับอิทธิพลรุนแรงของไซโคลน “นาร์กิส” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 130,000 ราย และความเสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นวงกว้างกดดันรัฐบาลทหารเมียนมา ให้ต้องประกาศขอรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากประชาคมโลก.

เครดิตภาพ : AFP