สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ว่า นายอเลฮันโดร มายอร์กาส รมว.ความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ กล่าวว่า ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา หน่วยลาดตระเวนชายแดนของสหรัฐ พบจำนวนผู้อพยพน้อยลง 50% เมื่อเทียบกับช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่เขาเตือนว่า มันยังเร็วเกินไป ที่จะคาดการณ์อัตราการข้ามพรมแดนในอนาคต

กฎหมาย “ไทเทิล 42” ซึ่งบัญญัติในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เป็นการปฏิเสธการเข้าเมืองของผู้อพยพ และการผลักดันผู้อพยพบางส่วนกลับภูมิลำเนาเดิมด้วยเหตุผลด้านสาธารณสุข ถูกยกเลิกเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลวอชิงตัน ยุติการประกาศให้โรคโควิด-19 เป็นเหตุฉุกเฉินด้านสาธารณสุขอย่างเป็นทางการ

มายอร์กาส กล่าวเพิ่มเติมว่า มีผู้อพยพข้ามพรมแดนประมาณ 6,300 คน เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา และมีราว 4,200 คน ในวันเสาร์ ซึ่งเขาอธิบายว่า มันเป็นตัวเลขที่ “ลดลงอย่างเห็นได้ชัด” เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนผู้อพยพราว 10,000 คนต่อวัน เมื่อช่วงต้นสัปดาห์

ผู้อพยพครอบครัวหนึ่ง พยายามข้ามแม่น้ำ “ริโอ แกรนด์” ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติ ระหว่างรัฐชิวาวากับรัฐเทกซัสของสหรัฐ หลังกฎหมาย “ไทเทิล 42” หมดอายุ

ขณะที่ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า ผลจากการยกเลิก ไทเทิล 42 “ดีกว่าที่คาดไว้อย่างมาก” อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า ยังมีงานที่ต้องทำอีกมากมาย และเน้นย้ำการร้องขอความช่วยเหลือเพิ่มเติมจากสภาคองเกรส

อนึ่ง ทางการสหรัฐเปลี่ยนกลับ และยกระดับบังคับใช้กฎหมาย “ไทเทิล 8” เนื่องจากรัฐบาลของไบเดน พยายามสร้างระบบที่อนุญาตให้ขยายขอบเขตการลี้ภัย และช่องทางทางกฎหมายในบางกรณี อีกทั้งยังกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวด สำหรับผู้ลักลอบข้ามพรมแดนที่ไม่มีคุณสมบัติ ซึ่งรวมไปถึงการห้ามเข้าประเทศเป็นเวลา 5 ปี และข้อหาทางอาญาอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี นายมาร์ค กรีน ประธานคณะกรรมการความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ในสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ จากพรรครีพับลิกัน โต้แย้งรายงานตัวเลขผู้อพยพข้ามพรมแดนที่ลดลงของรัฐบาล โดยกล่าวว่า สัปดาห์นี้มีจำนวนผู้ลักลอบเข้าเมืองมากกว่าสัปดาห์ไหน ๆ ในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ.

เครดิตภาพ : AFP