เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ที่ห้องประชุมปรินซ์ บอลรูม ชั้น 11 โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงวิชาการ Bangkok health zoning ครั้งที่ 2 และร่วมรับฟังการเสวนาแลกเปลี่ยนประเด็น “กรุงเทพมหานคร: ระบบสุขภาพที่ดี ไม่มีทางทำคนเดียว” โดยภายในงานมี น.ส.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ศ.ดร.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และผู้ทรงคุณวุฒิ และเครือข่ายเข้าร่วมงาน

นายชัชชาติ กล่าวว่า Bangkok health zoning เป็นการขยายผลบริการด้านสาธารณสุข เพื่อประชาชนกรุงเทพมหานคร การแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขแบบบูรณาการให้ตรงกับประเด็นปัญหา การแบ่งกรุงเทพมหานคร เป็น Zoning ส่งผลให้การแก้ปัญหาด้านสาธารณสุขสามารถเข้าถึงระดับเส้นเลือดฝอย และสนองความต้องการของภาคประชาชน

ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุกลุ่มโรคคนเมือง โรคทางเดินหายใจ รวมถึงการส่งเสริม ป้องกัน รักษา ฟื้นฟู การดูแลต่อเนื่อง โดยใช้พลังของเครือข่ายทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานภาครัฐต่างสังกัด เพื่อรับฟังปัญหาจากภาคประชาชน ทำให้พัฒนาระบบริการ และแก้ไขปัญหาได้อย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมาพบประเด็นปัญหาด้านความเข้าใจ มุมมองที่แตกต่างของบุคลากรทางการแพทย์การทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน รวมถึงความรู้ความเข้าใจ ระบบบริการของประชาชน การขาดช่องทางการสื่อสารและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง การขยาย Health Zoning จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือกันและพัฒนาระบบบริการอย่างมีมาตรฐานร่วมกัน ได้แก่ บทบาทของโรงพยาบาลแม่ข่าย ศูนย์บริการสาธารณสุข ภาคีเครือข่าย เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการ และเกิดการพัฒนางานอย่างมีคุณภาพ

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า การพัฒนาสาธารณสุข และการศึกษา จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ปัญหาคือ กทม.มีหลายหน่วยงานที่ให้บริการสาธารณสุข จะเห็นว่าช่วงแรกที่โควิด-19 ระบาด กทม.มีปัญหาเรื่องการประสานงาน เมื่อวานนี้ในการประชุมระหว่าง กทม.และว่าที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล จึงเสนอไปยังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ในการแบ่ง กทม.ออกเป็น 7 โซน

โดยแต่ละโซนจะมีเครือข่ายตั้งแต่ระดับชุมชน อาสาสมัครชุมชน คลินิกชุมชนอบอุ่น ศูนย์บริการสาธารณสุข ร้านขายยา และโรงพยาบาล หากประสานเครือข่ายเหล่านี้ให้มีความเข้มแข็ง สร้างความไว้วางใจให้กับประชาชนจะทำให้เกิดบริการอย่างไร้รอยต่อมากขึ้น ทั้งหมดไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ กทม.ดูได้เฉพาะหน่วยงานในสังกัด จึงต้องอาศัยความร่วมมือ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำในการทำให้ศูนย์บริการสาธารณสุขเข้มแข็ง ลดคนไข้แออัดในโรงพยาบาลใหญ่ บริการคนไข้ได้ดีขึ้น ซึ่งต้องบริหารให้เชื่อมโยงกัน โดยนำระบบเทเลเมดิซีน เข้ามาช่วย โดยปีที่ผ่านมา กทม.ทำแซนด์บ็อกซ์ 2 แห่ง ได้แก่ ราชพิพัฒน์แซนด์บ็อกซ์ และดุสิตโมเดล เพื่อนำมาขยายผลเป็น Bangkok Health Zoining นอกจากนี้ยังได้เตรียมมอบรถ Mortor lance 50 คัน กระจายไปยัง 50 เขต ซึ่งได้รับบริจาคมาจากเอกชน

“8 นาทีทองในการช่วยชีวิต Mortor lance จะไปถึงที่เกิดเหตุภายใน 4 นาที โดยหลังรถจะมีอุปกรณ์ปฐมพยาบาลช่วยชีวิตฉุกเฉินด้วย อนาคตจะของบประมาณเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มจำนวนรถเป็น 200-300 คัน”

นายชัชชาติ ระบุว่า หัวใจของการทำแซนด์บ็อกซ์คือ การทำแห่งหนึ่งให้สำเร็จและขยายให้เร็วที่สุด พร้อมลุย

ยทุกโซน.