เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) เปิดเผยถึงคำกล่าวที่ว่า “การทำงานของคนมหาดไทย ต้องทำงานให้รองเท้าสึกก่อนกางเกงขาด” ซึ่งเป็นพระโอวาทที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานไว้ให้เป็นอนุสรณ์เตือนใจคนมหาดไทยทุกคนจากรุ่นสู่รุ่นเป็นระยะเวลากว่า 131 ปี สะท้อนถึงวิถีการทำงานที่สำคัญ คือ การทำงานราชการเพื่อสนองพระเดชพระคุณผืนแผ่นดินไทยในฐานะข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ปฏิบัติงานในทั่วทุกหนทุกแห่ง เป็นขุนนางต่างพระเนตรพระกรรณในการดูแลราษฎรของพระองค์ท่านกระทั่งเข้าไปนั่งอยู่ในหัวใจของพี่น้องประชาชนนั้น “ต้องหมั่นลงพื้นที่โน้มตัวลงไปหาประชาชน ไปพูดคุย ไปสอบถาม ไปติดตาม ไปเยี่ยมเยียนจนกระทั่งรองเท้าที่สวมใส่นั้นสึกหรอ พื้นรองเท้าแตก ส้นรองเท้าหลุด ไม่ใช่นั่งทำงานสั่งการในห้องทำงาน ออกคำสั่งอยู่บนอำเภอ บนศาลากลาง รับเรื่องแต่ในกระดาษ นั่งเซ็นงานอยู่บนเก้าอี้จนกางเกงขาด” นั่นเอง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยในยุค 131 ปี ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่ย่างกรายเข้ามาเพื่อบั่นทอนพลกำลังความสามารถของคนมหาดไทย แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเพียงอุปสรรคที่ถูกเปลี่ยนเป็นความท้าทายใหม่ในยุคดิจิทัลที่ชาวราชสีห์ทุกคนไม่เคยจะนำมาทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” หยุดชะงักลง แต่กลับกลายเป็นแรงผลักดันส่งต่อมาสู่การขับเคลื่อนโครงการที่สำคัญ นั่นคือ “โครงการอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งเน้นหล่อหลอม “ความเป็นผู้นำ” ให้กับนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอทั่วประเทศ ให้ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการ” ด้วยการเชิญชวนภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคีในพื้นที่ อันได้แก่ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคสื่อสารมวลชน มาผนึกกำลังเป็น “ทีมอำเภอ (D-CAST)” ระดมสมอง ระดมสรรพกำลัง ร่วมคิด ร่วมปรึกษาหารือ ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมลงมือทำ และร่วมรับประโยชน์ รวมทั้งไปสร้าง “ทีมตำบล (T-CAST)” และ “ทีมหมู่บ้าน (V-CAST)” เพื่อให้ทุกตำบล ทุกหมู่บ้าน ได้มีทีมงานบูรณาการร่วมกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งทีมเหล่านี้จะกลายเป็น “ทีมงานแห่งความยั่งยืน (Sustainable Teamwork)” ที่จะอุดช่องว่างข้อจำกัดทางการบริหารราชการ คือ เมื่อนายอำเภอ ปลัดอำเภอ ต้องย้ายไปดำรงตำแหน่งอื่น หรือเมื่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องหมดวาระลง สิ่งดีๆ ที่เป็นความคิดร่วมกัน ที่เป็นการตกผลึกร่วมกัน จะยังคงได้รับการสานต่อ ได้รับการขับเคลื่อนต่อไป ด้วยทีมงานดังกล่าวนี่เอง

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนได้รับรายงานจากท่านผู้ว่าฯ วันชัย จันทร์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมถึงความมุ่งมั่นตั้งใจด้วย Passion แห่งการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้กับพี่น้องประชาชนของ “ที่ทำการปกครองอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม” ซึ่งมี “นายปรีชา สอิ้งทอง นายอำเภอท่าอุเทน” เป็นผู้นำการขับเคลื่อนงานในฐานะเป็นนายกรัฐมนตรีของพื้นที่ในการบูรณาการทีมภาคีเครือข่าย ทั้งทีมที่เป็นทางการ คือ ปลัดอำเภอ ข้าราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) และทีมจิตอาสา คือ ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ น้อมนำพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “สืบสาน รักษาและต่อยอด” มาขยายผลในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านการดำเนินโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งหมู่บ้านยั่งยืน ตามพระดำริ “หมู่บ้านยั่งยืน (Sustainable Village)” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ด้วยการระดมทีมของอำเภอทุกระดับ มาวิเคราะห์ สังเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า และสิ่งที่จะตอบโจทย์การพัฒนาเพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องประชาชนคนท่าอุเทน กระทั่งออกมาเป็น Agenda 9 ข้อเพื่อคนท่าอุเทน ภายใต้แนวคิด “ท่าอุเทนเมืองน่าอยู่ สู่ความพอเพียง 9 กิจกรรม ก้าวต่อไปอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย 1.สร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” 2.หน้าบ้านน่ามอง นครพนมน่าอยู่ “หน้าบ้านสวยหลังบ้านสวน ในบ้านงาม” 3.ซุ้มปันสุข ทุกส่วนราชการส่งตาออย่างพอเพียง 4.พัฒนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง (โคก หนอง นา) 5.ซ่อมแซมบ้านผู้ยากไร้ 6.งานสุขปลอดเหล้า งานเศร้าปลอดการพนัน 7.ตลาดนัดชุมชนถึงตลาดนัดชายแดนไทย-ลาว 8.ถังขยะเปียกลดโลกร้อน และ 9.ส่งเสริมการทำบุญตักบาตรทุกวันเสาร์ (ถนนสายวัฒนธรรม)

นายสุทธิพงษ์ กล่าวด้วยว่า ตัวอย่างการขับเคลื่อน 9 กิจกรรมข้างต้นที่เป็นร่องรอยแห่งความเจริญก้าวหน้าไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของอำเภอท่าอุเทน เช่น “กิจกรรมสร้างความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน” ทีมอำเภอฯ ได้ส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนทั้ง 9 หมู่บ้านในอำเภอท่าอุเทน น้อมนำพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” โดยนายอำเภอได้เป็นผู้นำต้องทำก่อน เริ่ม kick off ปลูกพืชผักสวนครัวในบริเวณบ้านพักนายอำเภอก่อน และเชิญชวนประชาชนร่วมกันปลูกที่บ้านตนเอง พร้อมทั้งหมั่นลงไปเยี่ยมชม ไปให้กำลังใจไปติดตามถามไถ่การปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง การเลี้ยงไก่ไข่ไว้มีไข่บริโภคในครัวเรือน ลดรายจ่ายสร้างความรักสามัคคีในครอบครัว #บ้านนี้มีรักปลูกผักกินเอง และยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนกิจกรรมวันดินโลก ปี 2565 (World Soil Day 2022) ภายใต้แนวคิด “อาหารก่อกำเนิดเกิดจากดิน” และในส่วนของ “กิจกรรมหน้าบ้านน่ามอง นครพนมน่าอยู่ “หน้าบ้านสวย หลังบ้านสวน ในบ้านงาม”” กำนันผู้ใหญ่บ้าน ได้นำพี่น้องประชาชนทุกหมู่บ้าน 111 หมู่บ้าน ร่วมกันพัฒนา ตัดหญ้าถนนทางเข้าหมู่บ้าน และภายในหมู่บ้าน เพื่อความสะอาด และสวยงาม 

นายสุทธิพงษ์ กล่าวอีกด้วยว่า รวมถึงในส่วนของ “กิจกรรมซุ้มปันสุข” อำเภอท่าอุเทนได้เปิดให้บริการ#ซุ้มปันสุข บริเวณข้างที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน จากการระดมสรรพกำลังภาคีเครือข่ายสนับสนุนอาหารน้ำดื่ม เครื่องดื่มแก่ประชาชนที่มาใช้บริการ ณ ที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ในวันราชการ และอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเสริมสร้างหลักประกันไม่ใช้ชาวบ้านลุ่มหลงในอบายมุข คือ “กิจกรรมงานสุขปลอดเหล้า งานเศร้าปลอดการพนัน” โดยท่านนายอำเภอท่าอุเทน ได้กำชับให้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านกวดขัน “ห้ามเล่นการพนัน ในงานศพ” ทั้ง 111 หมู่บ้านในพื้นที่อำเภอท่าอุเทน นอกจากนี้ ทีมอำเภอท่าอุเทน ยังได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ว่างเปล่าหลังที่ว่าการอำเภอท่าอุเทน จำนวน 2 ไร่ เป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคกหนอง นา โดยได้ขุดสระเลี้ยงปลา ปลูกพืชผักสวนครัว และไม้ผล รวมทั้งทำสถานที่พักผ่อน เพื่อให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาดูงาน และเป็นสถานที่พักผ่อนของประชาชนทั่วไป

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับท่านนายอำเภอท่าอุเทน ตลอดจนทีมงานของท่านนายอำเภอท่าอุเทน นั่นคือ “ทีมอำเภอบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน” ที่ได้เป็นกำลังที่สำคัญของการทำหน้าที่ราชสีห์ผู้มี Passion ในการขับเคลื่อนงานบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รับผิดชอบงานตามหลักการทำงานทั้ง 3 ประการ คือ งานตามอำนาจหน้าที่ (R : Routine Job) งานเพิ่มเติมจากหน้าที่ประจำ (E : Extra Job) และการรายงานผล (R  : Report) เป็นอย่างดี กระทั่งทำให้พื้นที่อำเภอท่าอุเทนได้เป็นพื้นที่แห่งความเชื่อมั่น พื้นที่แห่งความสุข พื้นที่แห่งความศรัทธาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาพื้นที่ด้วยพลังการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชน และขอให้ได้ส่งต่อแนวทางการทำงานที่ดีนี้ไปสู่คนรุ่นต่อไป นั่นคือ “น้องๆ ปลัดอำเภอ” ให้ได้เรียนรู้สิ่งดีๆ จากท่านนายอำเภอทำงานด้วยจิตวิญญาณของคนมหาดไทย ร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคีในพื้นที่ เพื่อที่จะทำให้พวกเราชาวมหาดไทย ยังคงเป็นที่พึ่ง ยังคงเป็นที่ศรัทธาของพี่น้องประชาชนทุกคน “เพราะหน้าที่ของคนมหาดไทย คือการทำหน้าที่ให้พี่น้องประชาชนมีความสุขที่ยั่งยืน ทำให้ความทุกข์ของพี่น้องประชาชนหมดไปอย่างสิ้นเชิง”