สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย. ว่า นายอันโตนิโอ กูเตร์เรส เลขาธิการยูเอ็น ยกย่องการรับรองดังกล่าวว่าเป็น “ความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์” ของสนธิสัญญาที่จะกำหนดกรอบทางกฎหมาย เพื่อขยายการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมน่านน้ำสากล ซึ่งมีพื้นที่มากกว่า 60% ของมหาสมุทรในโลก

“ในตอนนี้ ประเทศต่าง ๆ ต้องให้สัตยาบันโดยเร็วที่สุดในการนำสนธิสัญญามาบังคับใช้ เพื่อที่พวกเราจะสามารถปกป้องมหาสมุทรของเรา, สร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ตลอดจนคุ้มครองชีวิต และการดำรงชีวิตของประชาชนหลายพันล้านคน” นางรีเบ็กกา ฮับบาร์ด จากพันธมิตรทะเลหลวง (เอชเอสเอ) กล่าว

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์หลายคนเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของมหาสมุทรมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันเป็นสถานที่ที่ผลิตออกซิเจนส่วนใหญ่, จำกัดการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้วยการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมักจะอยู่ในระดับจุลภาค

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมหาสมุทรหลายแห่งของโลก อยู่นอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะของแต่ละประเทศ การคุ้มครองสิ่งที่เรียกว่า “ทะเลหลวง” จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ส่งผลให้มันถูกละเลยมานาน ในการต่อสู้ด้านสิ่งแวดล้อมหลายครั้ง เพราะความสนใจสำคัญอยู่ที่พื้นที่ชายฝั่ง และสิ่งมีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์เพียงไม่กี่สายพันธุ์ ปัจจุบัน มีเพียงประมาณ 1% ของทะเลหลวงเท่านั้น ที่ได้รับการคุ้มครองโดยมาตรการอนุรักษ์ทุกประเภท

สนธิสัญญาดังกล่าว ซึ่งรู้จักกันอย่างเป็นทางการในชื่อ “สนธิสัญญาว่าด้วยการจัดระเบียบการใช้ทรัพยากรพันธุกรรมและความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลในพื้นที่ที่อยู่นอกเขตอำนาจรัฐ” หรือ “บีบีเอ็นเจ” ระบุข้อกำหนดในการดำเนินการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สำหรับกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินการในน่านน้ำสากล อีกทั้งยังกำหนดหลักการสำหรับการแบ่งปันผลประโยชน์ของ “ทรัพยากรพันธุกรรมทางทะเล” (เอ็มจีอาร์) ที่รวบรวมโดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในน่านน้ำสากลด้วยเช่นกัน.

เครดิตภาพ : AFP