เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และคณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ จัดการประชุมเรื่อง สภาวะการศึกษาไทย ปี 2565 และทิศทางการศึกษาไทยในอนาคต : สภาวะการฟื้นฟูการเรียนรู้และเร่งรัดประสิทธิผลการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ปีการศึกษา 2565 โดยมี ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา Ms. Kyungsun Kim ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาทั้งส่วนกลาง ภูมิภาค องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมด้วย นางอำภา พรหมวาทย์ ผอ.สำนักประเมินผลการจัดการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา นางนันทิชา ไวยนพ ผอ.สำนักสื่อสารองค์กร ผู้บริหาร และข้าราชการ สกศ. เข้าร่วมประชุมที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ

ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวเปิดงานว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ข้อมูลในอดีตไม่สามารถทำนายอนาคตได้ การศึกษาจะสามารถดำเนินต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการกำหนดนโยบายทางการศึกษาที่มีคุณภาพรองรับ และทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยเริ่มต้นจากการติดตามประเมินผลทางการศึกษาเพื่อชี้ให้เห็นถึงผลสำเร็จของการศึกษาในช่วงเวลาที่ผ่านมา และแนวทางที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต รวมทั้งวิเคราะห์สภาวการณ์ทางการศึกษาที่ถูกต้องและแม่นยำ เพื่อนำข้อมูลมาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายทางการศึกษา ทั้งนี้ สกศ. พยายามยกระดับคุณภาพการจัดทำรายงานสภาวะการศึกษาไทยทุกปี เพื่อให้ได้รับการยอมรับ และมีมาตรฐานในระดับสากล และได้ข้อมูลที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของการศึกษาไทย
Ms. Kyungsun Kim ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า การวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษาของประเทศไทยมีความสําคัญมาก เพราะเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ ยูนิเซฟพร้อมสนับสนุนภาคการศึกษาที่นําโดยกระทรวงศึกษาธิการ ดําเนินการตามข้อเสนอแนะจากการวิเคราะห์สถานการณ์การศึกษา เพื่อช่วยให้ประเทศไทยนำพันธสัญญาระหว่างประเทศในการปฏิรูปการศึกษา โดยต้องการให้ทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและเรียนรู้สิ่งที่ต้องการ

นางอำภา พรหมวาทย์ ผอ.สำนักประเมินผลการจัดการศึกษา รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา กล่าวว่า สกศ. ในฐานะองค์กรหลักในการจัดทำนโยบายและแผนการศึกษา มีอีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการจัดทำรายงานสภาวะการศึกษาไทย ซึ่งได้พัฒนาให้มีคุณภาพมาอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเพื่อให้เกิดการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ การประชุมครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และ สกศ. เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของสภาวะการศึกษาไทย และรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการศึกษาไทยในปัจจุบัน และทิศทางการศึกษาไทยในอนาคต อันจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของชาติ ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุดต่อไป

รศ.ดร.พร้อมพิไล บัวสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ชีพจรการศึกษา 2565 ผลการวิเคราะห์ปรากฏประเด็นบ่งชี้สำคัญ ดังนี้ 1.การปรับตัวของผู้ปกครองและนักเรียนให้เท่าทันต่อสภาวะความผันผวน 2.การเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัล 3.ความเหลื่อมล้ำของครอบครัวที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน 4.ภาวะถดถอยทางการเรียนรู้และสุขภาวะ 5.การหลุดออกจากระบบการศึกษา 6.การฟื้นการเรียนรู้ ส่วนประเด็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบ มีดังนี้ 1. ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่ส่งผลต่อระดับมหภาคและจุลภาค 2.ความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างพื้นฐานที่ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษา 3.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร 4.วัฒนธรรมและค่านิยมทางสังคม 5.ทักษะที่จำเป็นเพื่อการเรียน การทำงานและการดำรงชีวิต 6.ทักษะการรู้คิดดิจิทัล 7.สิทธิเสรีภาพ การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน 8.การเชื่อมต่อโลกแห่งการเรียนรู้สู่โลกแห่งการทำงาน 9.ภาวะความเป็นผู้ปกครอง ขณะที่ประเด็นปัญหาการจัดการศึกษา ดังนี้ 1. ความสอดคล้องของเป้าหมาย นโยบาย โครงสร้าง ค่านิยม และการปฏิบัติ 2.การใช้ Big Data เพื่อบริหารจัดการศึกษา 3.การคัดเลือกและพัฒนาผู้บริหารการศึกษาและผู้บริหารสถานศึกษา 4. การคัดเลือก การพัฒนา และการกำหนดภาระงานครู 5.ความทันสมัย ยืดหยุ่นและตอบสนองของหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ 6. ระบบประเมินที่เชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ทุกระดับและทั้งระบบ 7. การจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับผู้เรียนเป็นรายบุคคล 8. คุณลักษณะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 9.การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน

ดร.รังสรรค์ วิบูลย์อุปถัมภ์ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ทิศทางการศึกษาในอนาคตต้องกล้าตัด ปรับ เปลี่ยนสาระการเรียนรู้เฉพาะที่จำเป็นตอบโจทย์การสร้างทักษะผู้เรียนสู่การมีงานทำได้อย่างแท้จริง รูปแบบการเรียนรู้ การประเมิน ต้องเปลี่ยนแปลง สามารถใช้ platform เพื่อการเรียนรู้และประเมินผลได้นอกเหนือจากในห้องเรียน การจัดการเรียนรู้ ควรปรับเปลี่ยนจากเรียนรู้เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยสู่การเรียนรู้ทักษะอาชีพเพื่อการมีงานทำ การจัดการศึกษาควรเปิดกว้าง มีความยืดหยุ่น ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ในหลายรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา การเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลทุกภาคส่วนและสามารถใช้ข้อมูลพัฒนาระบบการจัดการศึกษาของประเทศไทย เด็กและเยาวชนสามารถเข้ามามีบาทบาทในการร่วมแสดงความคิดเห็นในการจัดการศึกษา
นอกจากนี้ในงานประชุมดังกล่าวยังได้เปิดเวทีเสวนาเรื่อง Moving Forward : Disruptive Education Transformation in the Next 5 Years โดย ดร.ชาติชาย นรเศรษฐาภรณ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่มเซ็นทรัล ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ น.ส.มนปริยา ลบหนองบัว เยาวชนที่ปรึกษางานสนับสนุนเชิงนโยบายว่าด้วยเรื่องการพลิกโฉมการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย น.ส.ณัฏฐณิชา ขัติยะวรา นักศึกษาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ สาขานโยบายสังคมและการพัฒนา หลักสูตรนานาชาติ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งภายหลังการประชุม สกศ. จะรวบรวมข้อมูล และข้อเสนอแนะทุกประเด็นเพื่อนำไปใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดทิศทางการศึกษาไทยในอนาคตต่อไป



