สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ว่า แมทเทลมีกำไรลดลง 59% เหลือ 27.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 927 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเวลานี้ของปีที่แล้ว ขณะที่รายรับของบริษัทน้อยลง 12% เหลือ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37,500 ล้านบาท)

นอกจากนี้ แมทเทลยังมีผลขาดทุนสุทธิในไตรมาสแรกของปีอยู่ที่ 106 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,600 ล้านบาท) และนักวิเคราะห์หลายคนคาดการณ์ว่า บริษัทจะขาดทุน 11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 375 ล้านบาท) ในไตรมาสนี้

“ธุรกิจได้รับผลกระทบในทางลบ จากการที่ผู้ค้าปลีกลดระดับสินค้าคงคลัง และความอ่อนตัวของอุตสาหกรรมโดยรวมบางส่วน” นายแอนโทนี ดีซิลเวสโตร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของแมทเทล กล่าว “ณ จุดนี้ เราเชื่อว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการแก้ไขสินค้าคงคลังของร้านค้า และพวกเราหวังว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ที่มีต่อผลิตภัณฑ์ของเรา ขณะที่พวกเราเข้าสู่ช่วงครึ่งหลังของปี และช่วงวันหยุดสำคัญ”

ทั้งนี้ แนวโน้มกำไรที่ลดลงของแมทเทลถือเป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากภาพยนตร์ “บาร์บี้” ซึ่งเข้าฉายหลังจากสิ้นสุดไตรมาสที่ 2 คาดว่าจะเป็นตัวสร้างรายได้จำนวนมากให้กับบริษัท โดยจากการเปิดตัวในอเมริกาเหนือช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถกวาดรายได้ไปอย่างน่าทึ่งถึง 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5,280 ล้านบาท)

ด้านนายยนอน เครซ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) ของแมทเทล กล่าวว่า บริษัทเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนผลิตภัณฑ์ 165 รายการ ที่เกี่ยวข้องกับภาพยนตร์เรื่องนี้

“ภาพยนตร์เรื่อง บาร์บี้ เป็นการแสดงถึงการสะท้อนวัฒนธรรมของทรัพย์สินทางปัญญาของเรา รวมถึงความสามารถของเราในการดึงดูดและร่วมกับกับผู้มีพรสวรรค์ด้านความคิดสร้างสรรค์ชั้นนำ และความสามารถขององค์กรการจัดการแฟรนไชส์ของเรา” เครซ กล่าวเพิ่มเติม.

เครดิตภาพ : AFP