สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 30 ก.ค. ว่า การวิจัยจากกลุ่มอนุรักษ์เสือโคร่ง “แพนเธอรา” และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน (ซีเอเอส) ระบุว่า ชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเสือโคร่ง มาจากการล่าในป่าสุนทรพน ซึ่งเป็นป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมอินเดียและบังกลาเทศ และของเหล่านั้นถูกส่งออกไปยัง 15 ประเทศ โดยอินเดียกับจีน เป็นจุดหมายปลายทางซึ่งพบของกลางมากที่สุด
หนัง กระดูก และเนื้อของเสือโคร่ง ถูกซื้อโดยผู้ซื้อขายในตลาดมืด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการค้าขายสัตว์ป่าผิดกฎหมายทั่วโลก มูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 678,000 ล้านบาท) โดยส่วนใหญ่ถูกนำไปจัดแสดง หรือถูกใช้ในการแพทย์แผนโบราณ
Bangladesh major hub for tiger poaching: Study https://t.co/j7pA755oJx pic.twitter.com/4dcobG3Lpq
— CNA (@ChannelNewsAsia) July 28, 2023
“บังกลาเทศมีบทบาทสำคัญในการค้าเสือโคร่งอย่างผิดกฎหมาย มากกว่าที่พวกเรารู้” นายร็อบ พิกเกิลส์ ผู้เขียนร่วมของงานศึกษา กล่าวในแถลงการณ์
กลุ่มโจรสลัดที่ดำเนินการในป่าสุนทรพน กอบโกยกำไรมหาศาลจากการค้าในการล่าเสือโคร่ง ก่อนที่รัฐบาลธากาเริ่มการปราบปรามเมื่อปี 2559 ส่งผลให้โจรสลัดหลายร้อยคนถูกยิงเสียชีวิต, ถูกควบคุมตัว และยอมจำนน ตามส่วนหนึ่งของการนิรโทษกรรมโดยรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม รายงานของแพนเธอรา ซึ่งเผยแพร่ในวารสาร Conservation Science and Practice ระบุว่า สุญญากาศที่เกิดขึ้นจากการปราบปราม ถูกเติมเต็มด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญการลักลอบล่าเสือมากกว่า 30 กลุ่ม และนักล่าสัตว์ที่ฉวยโอกาสจำนวนมาก อีกทั้งการวิจัยยังพบว่า การบริโภคชิ้นส่วนเสือโคร่งภายในบังกลาเทศ เพิ่มขึ้นหลังการปราบปราม เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ นายอาบู นาเซอร์ โมห์ซิน ฮอสเซน นักอนุรักษ์ป่าสุนทรพนอย่างเป็นทางการของบังกลาเทศ โต้แย้งการค้นพบดังกล่าวว่า การปราบปรามทำให้การค้าขายชะงักงัน พร้อมกับยืนยันว่า ไม่มีเสือโคร่งตายจากความขัดแย้งระหว่างเสือกับมนุษย์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และมีการพบเห็นเสือโคร่งเพิ่มขึ้น.
เครดิตภาพ : AFP



