สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ว่า เทศบาลกรุงจาการ์ตาออกแถลงการณ์ ให้ 50% ของเจ้าหน้าที่รัฐในสังกัดราว 50,000 คน ทำงานจากที่บ้าน ระหว่างวันที่ 21 ส.ค. จนถึงวันที่ 21 ต.ค. นี้ เพื่อทดสอบว่า จะสามารถบรรเทาวิกฤติมลพิษที่กำลังเกิดขึ้นได้หรือไม่
ช่วงเวลาดังกล่าวครอบคลุมการที่กรุงจาการ์ตา จะเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 4-7 ก.ย. ซึ่งคำสั่งของเทศบาลกรุงจาการ์ตาระบุด้วยว่า ในช่วงนั้นจะเพิ่มสัดส่วนการทำงานที่บ้านของเจ้าหน้าที่รัฐ เพิ่มเป็น 75%

ปัจจุบัน กรุงจาการ์ตาซึ่งมีประชากรราว 30 ล้านคน กำลังเผชิญกับมลพิษครั้งรุนแรง จนถึงระดับว่ามีค่าพีเอ็ม 2.5 หรือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน และเป็นหนึ่งในมาตรวัดคุณภาพอากาศ สูงกว่าเมืองที่อยู่ในอันดับต้นของการมีคุณภาพอากาศเลวร้ายมาตลอด อย่างกรุงริยาด เมืองหลวงของซาอุดีอาระเบีย กรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ และเมืองลาฮอร์ในปากีสถาน
ขณะที่การวิเคราะห์โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมกรุงจาการ์ตา ระบุว่า สาเหตุหลักของวิกฤติมลพิษครั้งนี้ มาจากยานพาหนะมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วน 44% ตามด้วยอุตสาหกรรมเกี่ยวกับพลังงาน 31% และการผลิต 10%
Some civil servants in Indonesia’s capital began working from home under measures aimed at reducing traffic congestion to alleviate horrendous air pollution that has gripped the city. https://t.co/dicsxv4V3E
— CNN International (@cnni) August 21, 2023
อนึ่ง ศาลแขวงกรุงจาการ์ตามีคำพิพากษา เมื่อปี 2564 ว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลอินโดนีเซีย 7 คน ได้แก่ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด รมว.มหาดไทย รมว.สาธารณสุข รมว.สิ่งแวดล้อม ผู้ว่าการกรุงจาการ์ตา ผู้ว่าการจังหวัดชวาตะวันตก และผู้ว่าการจังหวัดบันเติน ละเลยต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องพลเมือง ให้มีสิทธิและเสรีภาพ ในการดำเนินชีวิตท่ามกลางสภาพอากาศที่บริสุทธิ์ในเมืองหลวง
ทั้งนี้ ศาลเรียกร้องให้มีการ “เพิ่มความจริงจังอย่างเป็นรูปธรรม” เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในเมืองหลวง คือ กรุงจาการ์ตา และพื้นที่ใกล้เคียง.
เครดิตภาพ : AFP



