เมื่อเวลา 12.00น.วันที่ 4 ก.ย. ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) เขตพระนคร นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. กล่าวหลังประชุมคณะผู้บริหารกทม.ครั้งที่ 19 ถึงแนวทางการหารือกับรัฐบาลใหม่ว่า หลังจากนี้คงมีหลายเรื่องที่อยากจะนำไปหารือ อาทิ การจัดเก็บรายได้ เนื่องจากปีนี้กทม.จัดเก็บได้ 91,319 ล้านบาท คิด115% (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.66) จากที่ตั้งเป้าไว้ 79,000 ล้านบาท และเมื่อดูการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างก็พบว่าสามารถจัดเก็บได้ดี รวมรายได้ที่กทม.สามารถจัดเก็บได้เองโดยจัดเก็บได้ถึง 135% ซึ่งสูงกว่าประมาณการ 14,000 ล้านบาท เพิ่มไปอีก5,025ล้านบาท(ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.66)

ถึงแม้การจัดเก็บรายได้ของกทม.ในปีนี้จะไม่ลดลงแต่เมื่อดูเป็นรายเขตแล้วพบว่าสามารถจัดเก็บได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลหรือกระทรวงการคลัง เปลี่ยนวิธีคำนวณการประเมินภาษีส่งผลให้การจัดเก็บภาษีลดลงหลักร้อยล้านบาท ซึ่งรายละเอียดต่างๆเหล่านี้ได้ให้ฝ่ายรายได้ ศึกษาใน 2 ประเด็นคือการปรับเรื่องวิธีคำนวณราคาประเมิน และการใช้ที่ดินเกี่ยวกับเกษตรที่ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งก็เป็น
อีก1เรื่องที่ต้องกับรัฐบาลว่ามีข้อแนะนำอะไรหรือไม่

รวมถึงการหารือเรื่องการจัดเก็บภาษีVAT ในส่วนที่รัฐบาลจัดเก็บให้ เพราะยังมีตัวเลขของจำนวนประชากรที่จะต้องนำไปหารือกับรัฐบาล เนื่องจากการจัดเก็บภาษีVATมี2ส่วนคือแบ่งตามจุดซื้อขายกับจำนวนประชากร แต่ปัจจุบันจำนวนประชากรที่ลงทะเบียนในกทม.ไม่สอดคล้องประชากรแฝงซึ่งมีราว 10ล้านคน จึงต้องหารือถึงแนวทางให้ทะเบียนประชากรสอดคล้องกับจำนวนประชากรที่อยู่จริง เพื่อให้ได้งบประมาณที่สอดคล้องกับความเป็นจริง

รวมทั้งเรื่องPM2.5 ก็มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกันในการแก้ไขปัญหา ขณะนี้กทม.เองก็มีข้อมูลชัดเจนว่าฝุ่นในกทม.มาจากไหน รวมถึงเกณฑ์การปรับค่าต่างๆ การพยากรณ์เป็นอย่างไร และการหารือเกี่ยวกับการสร้างรถไฟฟ้า 2 สายคือสายสีเทา (วัชรพล-ทองหล่อ และ พระโขนง-ท่าพระ) และสายสีเงิน (บางนา – บางโฉลง – ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ) ซึ่งสายสีเทารูปแบบการจัดสร้างจะคล้ายสายสีเหลืองและสายสีชมพู หากให้รัฐบาลทำก็จะมีประโยชน์มากกว่าเพราะการเดินทางจะเชื่อมกับรถไฟฟ้าของรฟม.ซึ่งเป็นของรัฐบาล ส่งผลให้การทำตั๋วมีประโยชน์มากกว่า และสอดคล้องนโยบายรถไฟฟ้า20บาท และในแง่ของการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ส่วนกทม.ก็จะทำในส่วนของFeeder ที่จะนำมารับส่ง-คนเข้าสู่ระบบขนส่งสาธารณะซึ่งกทม.เป็นท้องถื่นที่พอมีกำลังจะทำได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเยอะ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวว่า พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.เตรียมไปนั่งเก้าอี้ ผู้ช่วยรมว.กลาโหมในรัฐบาลชุดนี้ นายชัชชาติ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะพล.อ.นิพัทธ์ เป็นคนเก่ง มีความสามารถ เป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งในอดีตเคยเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม คาดว่าจะสามารถประสานงานกับกทม.ได้เป็นอย่างดีในเรื่องต่างๆ ตอนนี้ยังไม่ได้มีการพูดคุยกันหรือยื่นหนังสือลาออก แต่ถ้าหากจะไปทำงานในตำแหน่งดังกล่าว ตนก็ยินดีไม่รั้งไว้ ขณะนี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.อยู่

ทั้งนี้ไม่อยากให้มองในเรื่องของพรรคเพื่อไทย เพราะเคยคุยก่อนหน้าตั้งแต่หลังเลือกตั้งเสร็จ ตอนที่ก้าวไกลมาพบหารือก็มีการพูดถึงการทำงานของที่ปรึกษาฯนิพัทธ์ ด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงอยากให้มองในเรื่องของประสบการณ์ในการทำงานที่ช่วยกันบริหารเมือง

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า หากมีการประกาศออกมาเป็นทางการ ก็คงเป็นมิติที่ทำให้ กทม. ทำงานกับกลาโหมได้ดีขึ้น เพราะหลายอย่างที่กทม.อยากได้ เช่นพื้นที่สีเขียว และความเชื่อมโยงอื่นๆ หากเชื่อมโยงกันได้ดีก็จะทำให้งานเกิดประโยชน์กับประชาชนมากขึ้น

“ท่านทำงานเรื่องโรงเรียน คนไร้บ้าน ได้ดีมากๆ ท่านเป็นคนติดดิน และเราก็รักท่าน เราก็อยากให้ท่านอยู่กับเรา แต่ถ้าไปแล้วมีประโยชน์กับประชาชนในภาพรวมมากกว่า เราก็ยินดี และคงมีมติในการประสานงานกับกทม.ได้ดี เพราะหน่วยทหารในกทม.ก็มีเยอะ จึงคืดว่าน่าจะประสานงานและเกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนได้มากขึ้น”

ขณะที่ พล.อ.นิพัทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังมีกระแสข่าวเตรียมจะลาออกเพื่อไปรับตำแหน่งผู้ช่วยรมว.กระทรวงกลาโหม ว่า ขณะนี้ยังรอคำสั่งทางราชการอยู่ และส่วนตัวก็พร้อมไปทำหน้าที่ เพราะนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็กรุณาบอกตนเองไว้แล้วว่า งานที่เหมาะสมควรจะเป็นอะไรอย่างไร และจะต้องไปทำงานอะไรบ้าง ซึ่งตนเองไม่ได้เลือก แต่นายสุทิน เป็นคนพิจารณา ทั้งนี้ได้แจ้งกับ ผู้ว่าฯกทม.ไว้บ้างแล้ว โดยสิ่งที่จะเสนอให้ทางกระทรวงกลาโหม มีการประสานงานกับกทม. นั้น ก็จะนำจากสิ่งที่ได้เรียนรู้จากผู้ว่าฯกทม.และจากการทำงานในกทม. ไปเสนอ รมว.กระทรวงกลาโหม ในการส่งเสริมและกระตุ้นที่จะทำให้เป็นหน่วยงานที่เรียกว่า Smart Organization หรือ Intelligent Organization อาทิ ระบบดิจิตอล และเทคโนโลยี ให้ถูกนำมาใช้มากขึ้น รวมถึงกฎระเบียบต่างๆที่เคยทำมาอะไรที่ควรจะต้องแก้ไขเพื่อให้เป็น Smart Organization ก็เป็นสิ่งที่ตั้งใจจะเสนอเพื่อดำเนินการ.