สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองกอริส ประเทศอาร์เมเนีย เมื่อวันที่ 26 ก.ย. ว่า ทางการเขตนากอร์โน-คาราบัค บนเทือกเขาคอเคซัส ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ยืนยันผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 20 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกเกือบ 300 คน จากเหตุคลังน้ำมันระเบิด ที่เมืองสเตพานาแกร์ต เมืองเอกของเขตนากอร์โน-คาราบัค เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา
เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของการระเบิด ด้านกระทรวงสาธารณสุขอาร์เมเนีย ส่งบุคลากรการแพทย์เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ ไปยังพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อช่วยเหลือประชาชนซึ่งส่วนใหญ่มีเชื้อสายอาร์เมเนีย ด้านทำเนียบประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจานยืนยัน การส่งทีมงานลงพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เนื่องจากเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นดินแดนอยู่ภายใต้อธิปไตยของอาเซอร์ไบจาน
A gasoline tank exploded in the suburb of #Khankendi in #Karabakh. Large number of drivers who were attempting to refuel their cars to exit Karabakh were reportedly close to the tank when it exploded. Large number of casualties reported. pic.twitter.com/ONL2LrETv4
— The Azeri Times (@AzeriTimes) September 25, 2023
Widespread panic is setting in among #Armenian residents in #Karabakh. The majority appear to be in a hurry to depart, leading to significant traffic congestion at the border area.
— The Azeri Times (@AzeriTimes) September 25, 2023
pic.twitter.com/FbjPi5jxF0
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดรอบใหม่ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งอาเซอร์ไบจานปฏิบัติการทางทหาร เมื่อวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา เพื่อปราบปราม “กองกำลังติดอาวุธอาร์เมเนีย” ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต “มากกว่า 200 ราย” ตามการเปิดเผยของหน่วยงานท้องถิ่นในเขตนากอร์โน-คาราบัค ขณะที่ประชาชนเร่งอพยพออกจากพื้นที่ ด้วยความหวั่นเกรงเหตุรุนแรงรอบใหม่

อนึ่ง เขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน ตั้งแต่ทั้งสองประเทศยังเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต โดยสหประชาชาติ (ยูเอ็น) รับรองเขตนากอร์โน-คาราบัค เป็นส่วนหนึ่งของอาเซอร์ไบจาน แต่ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ จากทั้งหมดราว 120,000 คน มีเชื้อสายอาร์เมเนีย
นอกจากนี้ อาร์เมเนียและอาเซอร์ไบจานเคยทำสงครามครั้งใหญ่ ในเขตนากอร์โน-คาราบัค ซึ่งยืดเยื้อนานถึง 6 สัปดาห์ เมื่อปี 2563 ทั้งสองประเทศสูญเสียทหารรวมกันเกือบ 7,000 นาย และรัสเซียเป็นผู้สงบศึก ด้วยการให้ทั้งสองประเทศลงนามเป็นลายลักษณ์อักษร และรัฐบาลมอสโกประจำการทหารรักษาสันติภาพในพื้นที่.
เครดิตภาพ : AFP



