สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่า สหพันธ์สมาคมผู้บริโภคมาเลเซีย (ฟอร์นกา) เผยแพร่รายงาน เรียกร้องรัฐบาล เพิ่มการให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวในประเทศ โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และอินเดีย ซึ่งเพิ่มการปลูกข้าว เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี


รายงานของฟอร์นการะบุว่า กลุ่มประเทศผู้ปลูกข้าวเหล่านี้ กำหนดโควตาการส่งออกอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้ตลาดอาหารภายในประเทศต้องเผชิญกับความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม มาเลเซียกลับยังคงนำเข้าข้าวจากต่างประเทศในระดับสูง และการที่ราคาขายข้าวในตลาดโลกยังมีราคาแพง จะทำให้เกิดภาวะขาดแคลนข้าวในมาเลเซีย


ขณะเดียวกัน ฟอร์นกาเปิดเผยผลสำรวจของตัวเอง ว่าซูเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายของชำในประเทศเพียง 20% ที่ขายข้าวซึ่งผลิตในประเทศ ส่วนที่เหลือขายข้าวนำเข้า ไม่สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวงเกษตรมาเลเซีย ที่ระบุว่า 60-70% ของข้าวในตลาดมาเลเซีย เป็นผลผลิตจากในประเทศ

ปัจจุบัน ราคาข้าวนำเข้าของมาเลเซียอยู่ที่ 32 ริงกิต (ราว 249.78 บาท) ต่อ 1 ถุง ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 5 กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาปกติ ซึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 24 ริงกิต (ราว 187.33 บาท) ขณะที่ราคาข้าวขาวผลิตในประเทศอยู่ที่ประมาณ 2.60 ริงกิต (ราว 20.29 บาท) ต่อ 1 กิโลกรัม


อนึ่ง การที่อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ระงับการส่งออกข้าวทุกประเภทที่ไม่ใช่ข้าวบาสมาติ ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค. ที่ผ่านมา และจนถึงตอนนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่า อินเดียจะกลับมาส่งออกข้าวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งเมื่อใด สร้างความปั่นป่วนอย่างหนัก จนราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 15 ปี.

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES