ซึ่งถ้าใครกำลังจะใช้ครีมทาแผลเป็น แต่ไม่เข้าใจว่ามีกลไกอย่างไร วันนี้เราจะมาให้ข้อมูลกันก่อนว่า สำหรับแผลเป็นที่เกิดบนผิวนั้น มีอยู่กี่แบบ แต่ละแบบมักเกิดบริเวณไหนบ้าง ตลอดจนการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เพื่อทำความเข้าใจให้มากขึ้น
แผลเป็นคืออะไร ?
แผลเป็น หมายถึง รอยที่เกิดจากผิวหนังเกิดการบาดเจ็บจนเนื้อเยื่อถูกทำลาย และร่างกายสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ รอยแผลเป็นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การบาดเจ็บ การผ่าตัด การอักเสบเรื้อรัง เป็นต้น
ชนิดของแผล
- แผลเป็นนูน (hypertrophic scar) มีลักษณะนูนขึ้นจากผิวปกติ มีขอบเขตชัดเจน มักเกิดขึ้นบริเวณหน้าอก แขน และหลัง
- แผลเป็นหลุม (atrophic scar) มีลักษณะเป็นหลุมลึกลงไปจากผิวปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณใบหน้า แขน และขา
- แผลเป็นเรียบ (scar) มีลักษณะเรียบเนียนไปกับผิวปกติ มักเกิดขึ้นบริเวณผิวหนังที่ยืดหยุ่นได้ดี เช่น หน้าท้อง และต้นขา
กลไกการทำงานของครีมทาแผลเป็นนั้น ขึ้นอยู่กับส่วนผสมของครีมแต่ละชนิด โดยส่วนผสมที่พบได้บ่อยในผลิตภัณฑ์รักษาแผลเป็นจะ ได้แก่
- ซิลิโคน ช่วยให้แผลเป็นนุ่มลงและสีจางลง โดยซิลิโคนจะช่วยเคลือบผิวบริเวณแผลเป็นไว้ ป้องกันการเสียดสีและทำให้แผลเป็นเรียบเนียนขึ้น
- วิตามินซี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน โดยวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหาย
- วิตามินอี ช่วยต้านอนุมูลอิสระและลดการอักเสบ
- อาร์บูติน ช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน โดยอาร์บูตินเป็นสารที่พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น หัวไชเท้า ใบบัวบก และว่านหางจระเข้
- กรดไฮยาลูรอนิก ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยกรดไฮยาลูรอนิกเป็นสารที่พบได้ในร่างกายตามธรรมชาติ ทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในผิว
การใช้ครีมทาแผลเป็นควรทาเป็นประจำทุกวันอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อย 2-3 เดือนขึ้นไป จึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน
ข้อควรระวัง
- ควรเลือกครีมทาแผลเป็นที่เหมาะกับสภาพผิวและชนิดของแผลเป็น
- ควรอ่านฉลากและเอกสารกำกับเครื่องมือแพทย์ก่อนใช้
- หากมีอาการแพ้หรือระคายเคือง ควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
นอกจากการใช้ครีมทาแผลแล้ว การดูแลแผลเป็นอย่างถูกวิธีก็มีความสำคัญเช่นกัน เช่น การหลีกเลี่ยงการสัมผัสแผลโดยตรง การล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อนๆ การปิดแผลด้วยผ้าพันแผลที่สะอาด และทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันแสงแดด



