ปีนี้เมืองหลวงอย่าง กทม. จัดกิจกรรมขึ้นในชื่อ Bangkok Car Free 2023 ภายใต้แนวคิด “อุปสรรค โอกาส อนาคต” เพื่อเริ่มต้นทำให้เมืองเดินทางสะดวกขึ้น คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การลดปัญหาโลกร้อน-ภาวะเรือนกระจก ที่ร่วมกันทั้งภาครัฐ เอกชน เครือข่าย และสำนักงานเขต สำรวจเส้นทางเส้นเลือดฝอยสร้าง “First mile – Last mile” จูงใจเปลี่ยนการใช้รถยนต์ส่วนตัว เป็นการสัญจรทางเลือก เช่น การเดิน จักรยาน รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง
ทำไมต้อง First mile – Last mile…
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. สะท้อนความสำคัญของการทำ First mile – Last mile โดยยกตัวอย่างการเดินทางว่าแบ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ เช่น รถไฟฟ้า รถเมล์ ทางด่วน เหล่านี้ไม่มีปัญหาเพราะรัฐลงทุน แต่ปัญหาคือเส้นทางที่กระจายจากต้นทางไปสู่บ้าน หรือปลายทางไปสู่ที่ทำงาน ทำให้คนไม่อยากใช้ขนส่งสาธารณะ
จุดนี้จึงเป็นหน้าที่ของ กทม. เช่น การทำทางเท้าให้ดี ทำให้มีแสงสว่าง มีความปลอดภัย มีทางร่มเดินสะดวก มีสกายวอล์ก มีรถจักรยานยนต์รับจ้างที่ดี ทำให้การเดินทางสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น
“นี่คือสิ่งที่ต้องทำ เพราะถ้าการเดินทางที่ต้นทางและปลายทางไม่ดี สุดท้ายคนก็ไม่อยากเดิน และนำรถส่วนตัวออกมาใช้ จึงเป็นหน้าที่ที่ต้องพยายามพัฒนา และเมื่อได้ลองใช้ จึงรู้ว่าปัญหาจริงอยู่ที่ First mile – Last mile หมายถึงจริงๆ แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่การนั่งรถเมล์ แต่อยู่ที่การเดินทางจากบ้านมายังป้ายรถเมล์ และจากป้ายรถเมล์ไปที่ทำงาน”
จากกิจกรรม 3 วันของปีนี้เป็นเรื่องที่ดี และเป็นสิ่งที่พยายามทำมาตลอดปีในเรื่องเส้นเลือดฝอย นั่นคือการทำ Car Free Day ทั้งการทำไฟให้สว่างกว่า 30,000 ดวง การปรับรูปแบบทางเท้า 300 กิโลเมตร การดูฝาท่อระบายน้ำ การจัดระเบียบหาบเร่แผงลอย การทำ Shuttle Bus วิ่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรม เป็นต้นถือเป็นเรื่องที่ทำได้ดี และเริ่มเห็นเป็นรูปธรรม
ผู้ว่าฯ กทม. ระบุ ปัจจุบันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มากสุด มาจากการใช้รถยนต์ การจะลดสิ่งเหล่านี้จึงต้องเริ่มจากการลดใช้รถยนต์เป็นหลัก พร้อมย้ำปีหน้า สิ่งที่จะเห็นได้คือ รูปแบบทางเท้าที่ดีขึ้น ไฟแสงสว่างที่ดี Covered Walkway หลังคาเพื่อป้องกันแดดและฝน ทางเชื่อมโยงต่างๆ การพัฒนาระบบ Feeder รวมทั้งคณะทำงานเร่งรัดพัฒนา กทม. ที่นายกรัฐมนตรีจัดตั้งขึ้น ทำให้หน่วยงานร่วมมือกันมากขึ้น หัวใจหลักคือ “ราคาไม่แพง สะดวก ตรงเวลา”
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เผยถึง การวางยุทธศาสตร์ Car Free Everyday ใน กทม. ว่า หลังจัดกิจกรรมล่าสุด ได้รับรู้ถึงปัญหาในการปรับปรุงทางเดิน ทางจักรยาน เพื่อทำให้เส้นทาง First mile – Last mile เกิดขึ้นได้จริง โดยผู้อำนวยการเขตทั้ง 50 เขต ออกสำรวจเส้นทาง ปัญหา อุปสรรค แนวทางแก้ไข และเป้าหมายปรับปรุงเส้นทางเชื่อมต่อการเดินทางสะดวก ปลอดภัย โดยร่วมกับอาสาสมัครปั่นจักรยานออกสำรวจพื้นที่ในระดับเส้นเลือดฝอย รวมระยะทาง 642.23 กิโลเมตร ที่ลงสำรวจ และมี 912 อุปสรรค ที่พบขณะลงพื้นที่
ทั้งนี้ สิ่งที่คาดว่าจะเห็นได้ในปีหน้าในการเพิ่มช่องทางให้ประชาชนเป็นอีกทางเลือกเดินทางคือ โครงการ Bike Sharing ที่ร่วมกับภาคเอกชนนำจักรยานมาให้ประชาชนยืมใช้จำนวน 1,500 คัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจมากำหนดจุดที่เหมาะสมในการนำจักรยานไปจอดไว้ให้ใช้บริการ ส่วนระบบการยืม-คืน และค่าใช้บริการ ภาคเอกชนที่เข้าร่วมเป็นผู้ดำเนินการทั้งหมด หน้าที่ของเมือง คือ การเชื่อม First mile – Last mile เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเมือง เดินได้ ปั่นดี
คงเป็นเรื่องดี หาก Car Free Day จะเปลี่ยนเป็น Car Free Everyday ได้ และคงดีขึ้นอีก หากพื้นที่การตระหนักลดมลพิษทางอากาศจะไม่หยุดแค่การตื่นตัวในเขตเมืองหลวง แต่สามารถกระจายไปยังเขตเมืองอื่นๆ ที่นำร่องตามมาด้วย.
ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน






