สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ว่า กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ เกี่ยวกับการที่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) เรียกร้องให้ยกเลิกคำสั่งอพยพประชาชน 1.1 ล้านคน ในเขตวาดี กาซา ทางเหนือของฉนวนกาซา ซึ่งฝ่ายอิสราเอลให้เวลาเพียง 24 ชั่วโมง แต่ยูเอ็นให้เหตุผล “ความเลวร้ายถึงขีดสุด” ของสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ ว่าการอพยพต้องเกิดขึ้น โดยขอให้ยูเอ็นย้ายประชาชนไปทางตอนใต้ของฉนวนกาซา


เมื่อครบกำหนดเวลาอพยพ กองทัพอิสราเอล “จะปฏิบัติการครั้งสำคัญ” ต่อกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นฝ่ายประกาศสงครามกับอิสราเอล โดยสมาชิกกลุ่มฮามาสซ่อนตัวอยู่ตามอุโมงค์ใต้ดิน ซึ่งอยู่ด้านล่างของอาคารและบ้านเรือนในฉนวนกาซา สะท้อนเจตนาว่าใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นโล่มนุษย์


ทั้งนี้ทั้งนั้น แถลงการณ์ของกองทัพอิสราเอลทิ้งท้าย ว่าจะพยายามอย่างสุดความสามารถ ในการหลีกเลี่ยงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับพลเรือน ซึ่งเมื่ออพยพออกไปแล้ว จะกลับเข้าไปได้อีกครั้ง “เมื่อได้รับอนุญาตเท่านั้น”


การตอบกลับดังกล่าวของกองทัพอิสราเอล ยิ่งตอกย้ำความเป็นไปได้ ของการเตรียมเปิดฉากปฏิบัติการภาคพื้นดินในฉนวนกาซา หลังปิดล้อมอย่างเบ็ดเสร็จ ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา


อีกด้านหนึ่ง องค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ เผยแพร่รายงาน ว่ากองทัพอิสราเอลใช้ “ระเบิดฟอสฟอรัสขาว” ในฉนวนกาซา และพื้นที่บางส่วนของเลบานอน แม้ไม่ถือเป็นอาวุธต้องห้ามตามกฎหมาย หรืออนุสัญญาระหว่างประเทศ แต่สารเคมีจากระเบิดฟอสฟอรัสขาว จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว.

เครดิตภาพ : AFP