สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ว่า ประธานาธิบดีเรเซป เทย์ยิป เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี เป็นประธานในพิธีรำลึกและเฉลิมฉลองวันสาธารณรัฐ และวันชาติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งปีนี้มีความสำคัญ เนื่องจากครบรอบ 1 ศตวรรษ หรือ 100 ปี แห่งการสถาปนาสาธารณรัฐ


ทั้งนี้ เออร์โดกันกล่าวหลังวางพวงมาลา หน้าสุสานของนายมุสตาฟา เคมัล อตาเติร์ก บิดาแห่งชาติและประธานาธิบดีคนแรก ซึ่งตั้งอยู่ที่กรุงอังการา ว่าตุรกีในอีก 100 ปีข้างหน้า จะประสบแต่ความเจริญรุ่งเรือง ชัยชนะ และการพัฒนา ในระดับที่ “ขั้วอำนาจจักรวรรดินิยม” ไม่สามารถหยุดยั้งได้


อนึ่ง เออร์โดกันซึ่งชนะการเลือกตั้งผู้นำตุรกี เป็นสมัยที่สามติดต่อกัน เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ถือเป็นผู้นำอยู่ในอำนาจยาวนานที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่ยุคอตาเติร์ก โดยเออร์โดกันขึ้นสู่อำนาจสูงสุดทางการเมือง ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2546 และชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งแรก เมื่อปี 2557 หลังมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยกเลิกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วให้อำนาจบริหารทั้งหมดขึ้นตรงกับประธานาธิบดี ที่จะมาจากการเลือกตั้งโดยตรง


อย่างไรก็ตาม การเฉลิมฉลองครั้งสำคัญของตุรกีเกิดขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดและความรุนแรง ของการสู้รบระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาส ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา และเป็นชนวนเหตุข้อพิพาทรอบใหม่ ระหว่างอิสราเอลกับตุรกีด้วย เมื่อเออร์โดกันวิจารณ์อิสราเอลอย่างหนัก ถึงขั้นเรียกนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู “คือผู้ก่อการร้าย” สร้างความไม่พอใจอย่างหนักให้กับอิสราเอล ซึ่งเรียกเจ้าหน้าที่การทูตทั้งหมดในตุรกีให้เดินทางกลับ

ทั้งที่สองฝ่ายตกลงฟื้นฟูความสัมพันธ์กันเมื่อปีที่แล้ว โดยมีการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตกลับเข้าไปประจำการ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2561.

เครดิตภาพ : AFP