เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภาพรวมเศรษฐกิจแรงงานไทยทั่วประเทศ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือน ก.ย. 2566 พบว่า ขณะนี้ มีแรงงานในระบบประกันสังคมหรือผู้ประกันตนมาตรา 33 จำนวน 11,842,335 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.32 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2565 ที่ผ่านมา (ปี 2565 มีจำนวน 11,462,256 คน) และ เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.46 เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 11,788,218 คน

ส่วนสถานการณ์การว่างงานของไทยในระบบประกันสังคม ในเดือน ก.ย. 2566 นั้น  มีจำนวน 229,070 คน ถือว่าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2565 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 247,846 คน โดยจำนวนผู้ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานรายใหม่ มีจำนวน 74,067 คน ลดลงร้อยละ -8.16 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา และลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 74,067 คน ทั้งนี้ อัตราการว่างงานในระบบประกันสังคมในเดือน ก.ย. 2566 อยู่ที่ร้อยละ 1.90 และอัตราการว่างงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติในเดือน ก.ย. 2566 อยู่ที่ร้อยละ 0.8%

ขณะที่  ตัวเลขผู้ประกันตนที่ขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานจากสาเหตุเลิกจ้าง จากสำนักงานประกันสังคม มี 36,260 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปี 2565 และลดลง ร้อยละ -0.29 เมื่อเทียบกับเดือน ส.ค. 2566 ส่วนอัตราการเลิกจ้างของผู้ประกันตนมาตรา 33 ในเดือน ก.ย. 2566 อยู่ที่ร้อยละ 0.30

ด้านสภาวะเศรษฐกิจของไทยที่ส่งผลถึงการจ้างงานในประเทศนั้น พบว่า อัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP Annual Growth Rate) ในไตรมาส 2 ของปี 2566 อยู่ที่ร้อยละ 1.80 สถานการณ์เศรษฐกิจและการเงินของไทยเดือน ส.ค. 2566 อยู่ในทิศทางฟื้นตัวตามรายรับในภาคการท่องเที่ยวส่วนหนึ่งคาดว่า เป็นผลจากจำนวนวันพักของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น เช่นตามจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี พบว่านักท่องเที่ยวในหลายสัญชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นเช่นกัน เช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย เยอรมนี และออสเตรเลีย

ขณะที่ การผลิตภาคอุตสาหกรรมทรงตัว และตลาดแรงงานยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ภารกิจของกระทรวงแรงงาน มีความสำคัญอย่างมากในการดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้ที่มั่นคง ซึ่งภาคแรงงานเองจะต้องเข้มแข็ง มีทักษะฝีมือ มีศักยภาพเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นนโยบายและงานหลักสำคัญของกระทรวงแรงงาน อย่างไรก็ดี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ได้มีนโยบายสำคัญที่จะต้องเร่งผลักดันดำเนินการในปี 2567 ภายใต้แนวคิด “ทักษะดี มีงานทำ หลักประกันสังคมเด่น เน้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” โดยเฉพาะพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานชั้นสูงเพื่อรองรับการจ่ายค่าจ้างตามความสามารถและให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งแรงงานทักษะสูง เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและยังขาดแคลนอยู่มาก ในขณะที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยว จะส่งผลบวกต่อการมีงานทำของไทยมากขึ้น.