ศิลปิน นักร้อง นักแต่งเพลงสุดฮอตหนุ่ม เจฟ ซาเตอร์ ที่ล่าสุดเป็นคนไทยคนแรก ที่ได้รับรางวัลจากรายการเรียลิตี้สุดฮอตในประเทศจีน ที่วันนี้จะเปิดชีวิตในวงการบันเทิงสุดทรหดกว่า 10 ปี เคยคิดออกจากวงการ แถมยังโดนบูลลี่เรื่องการแต่งตัว ผ่านรายการ คุยแซ่บshow แบบจัดเต็ม

เจฟ เผยว่า “เป็นรายการเหมือนรวมศิลปินที่ไปเดบิวต์มา 20-30 ปี แล้วมารวมกลุ่มกันทำโชว์ ผมเป็นคนไทยคนเดียว แต่มีเพื่อนที่เป็นเชื้อสายจีนจาก LA ก็มาเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่าเขาเห็นผลงานจากทางไหน บางทีเขาอาจเห็นผลงานจากที่แฟนคลับชาวจีนเขาแชร์กัน แล้วในรายการนี้เขามีรางวัล เหมือนคนที่ชนะรายการ แต่เขาจะไม่ได้แบบ 1-2-3 แต่จะเป็นวิธีการที่ได้อยู่ในครอบครัว เป็นรางวัล 2023 Singing Family คือประมาณ 17 คน ครึ่งหนึ่งของคนที่อยู่ทั้งหมด 33 คน เราก็อยู่ใน 17 คนนั้น แล้วอีกรางวัลที่ได้คือ The Hot Song Performance of The Year 2023 ก็ได้ 2 รางวัล คือได้ยินมาว่ารายการนี้คือท็อป 3 เรื่องความเหนื่อย แต่เราไปแล้ว ตอนแรกเราได้ยินว่าท็อป 3 ในเรื่องความอลังการ ความยิ่งใหญ่ในโปรดักชั่น ตอนหลังไปได้ยินว่าท็อป 3 หรืออาจจะเป็นท็อป 1 ก็ได้ในความเหนื่อย บางทีนอน 3 ชั่วโมงติดๆ กันบ้าง ได้ทำอะไรที่เราไม่ได้ทำ ซึ่งผมไม่ได้ฝึกภาษาจีนไป เพราะผมไม่รู้ว่าเราจะต้องไปอยู่ในหอ เพราะผมไม่ได้ดูคอนเทนต์รายการทั้งหมดว่า เราจะต้องไปอยู่ในหอกับเพื่อนๆ ผมไปตอนแรกก็ยากอยู่นะ ที่เราพูดอะไรไม่รู้เรื่องเลย แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราอยู่เงียบๆ ของเรา ปรากฏว่าโชว์แรกของเราได้สิทธิตั้งทีมขึ้นมาได้ พอตั้งทีมปุ๊บ ก็มีลูกทีมเป็นคนจีน แล้วเวลาที่คุยกับไดเรกเตอร์ที่จะดีไซน์ show เราก็ต้องคุยเป็นภาษาจีน มันยิ่งยาก ยิ่งเหนื่อยเข้าไปอีก”

“เรื่องวงการบันเทิง ผมผ่านหลายด่านมาก ตั้งแต่อายุ 17 ปี รวมแล้วประมาณ 11 ปีครับ ตอนนี้ผมอายุ 28 ละ ถามว่าเหนื่อยไหม จริงๆ ไม่เชิงเหนื่อย ไม่เชิงท้อนะครับ รู้สึกว่าต้องไปทำอย่างอื่นแล้ว เพราะว่าพออายุมากขึ้น เราต้องหาอะไรที่มันมั่นคงทำ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าเราเลี้ยงดูตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ เลี้ยงดูครอบครัวไม่ต้องพูดถึงเลย ก็เลยแบบว่าเราไปทำอย่างอื่นดีกว่าไหม ตอนนั้นผมทำหลายอย่าง เป็นกราฟฟิกให้กับบริษัทอสังหาฯ ทำพวกป้ายบิลบอร์ดที่เราเห็นเวลาเราขับรถผ่าน ตอนนั้นมีทำธุรกิจตัวเอง คิดด้วยตัวเอง ทำสมุนไพรอัดแก๊ส ผมรู้สึกว่าต้องดึงความเป็นไทยมา ก็เลยเขียนอันนี้ยื่นโครงการให้กับมหา’ลัยหนึ่ง แล้วเราก็ได้เงินสนับสนุนมา เราเลยได้คอนเนกชั่นเชื่อมไปเรื่อยๆ แล้วรู้จักคนที่ทำพวกส่งเสริมธุรกิจ เราเขียนโปรเจกต์มาแล้ว เขาก็พาเราไปหลายที่มาก ไปเปิดบูธเมืองทอง ไปกว่างโจว เมืองจีน เรื่องการตัดสินใจเป็นอิสระหลังจากมีค่ายแล้วดัง คือตอนนั้นผมคุยกับใครหลายคนมาก พี่ปอนด์เขาเชื่อมั่นในตัวผมมากนะ เขารู้สึกว่าเจฟทำได้ เขามองว่าผมมีความคล้ายกับเขา สนับสนุน เชื่อ ถ้าวันนี้เจฟอยากออกไป ก็สนับสนุน ต่อให้ออกไปเราก็ไม่ได้ขาดกัน ยังเป็นพี่น้องที่ดี ร่วมงานกันได้ ผมก็ไปงานเขาในวันที่เขาเปิดพรีเมียม เราก็ยังคุยกันตลอด ตอนนั้นที่ตัดสินใจอยากลองทำอะไรด้วยตัวเอง มันมีภาพในหัว แต่ภาพนี้มันจะเกิดขึ้นได้ เมื่อเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้ ก็เลยเกิดเป็นสตูดิโอขึ้นมา”

เจฟ เล่าต่อว่า “เรื่องเจอบูลลี่ ส่วนมากโดนเรื่องนี้แหละ ผมชอบฟิลเจร็อก กรีดตา ทาเล็บ ผมจะเอาปากกาเมจิสีดำมาทาเล็บ ส่วนมากโดนเรื่องนี้แหละ ผมชอบฟิวเจร็อก กรีดตา ทาเล็บ ผมจะเอาปากกาเมจิสีดำมาทาเล็บ แต่แม่ผม พาผมไปต่อผมด้วย ตอนนั้นจำได้ว่าแม่ชอบซีรีส์เรื่องหนึ่ง คนที่เล่นผมยาว เป็นหนังฟิลกังฟูหน่อย ก็ไปต่อ แล้วมีตัดสั้นตรงคอบ้าง พอเปิดเทอมก็ต้องตัดผม เพราะโรงเรียนมีกฎ แต่คุณแม่จะส่งเสริมการแต่งตัวของเรามาก อย่างชุดโชว์มีดราม่า ไม่เชิงดราม่าครับ แต่มันเป็นแค่บางคอมเมนต์ มันเป็นปกติอยู่แล้วที่เราเจอคนแบบนี้บอกว่า แต่งตัวแบบนี้เหมือนผู้หญิงเลย เดี๋ยวนี้คนชอบแบบนี้เหรอ มีผู้หญิงสองคน แบบผู้หญิงชอบผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงเหรอ เอาจริงผมขำนะ ผมแค่รู้สึกตลกมาก เดี๋ยวนี้โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จริงๆ ดีนะ เพราะว่ามันจะทำให้รู้ว่าต่อให้เป็นใครก็ตามบนโลกนี้ จะมีคนที่เห็นด้านแย่ของเราเสมอ เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปแคร์ ผมก็จะเป็นเหมือนเดิม แต่งตัวแบบเดิม มันก็จะได้อินสไปร์ด้วย กับคนที่อยากจะแต่งตัว อยากจะทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นอะไร จะแต่งตัวแบบไหน มันก็เรื่องของเรา คือเขาไม่ได้มานั่งอยู่ที่บ้านเรา เขาแค่คอมเมนต์ เพราะเขาสนุกเฉยๆ แต่อย่าให้เขาสนุกมากไป เราสนุกกับการแต่งตัวพอ”