สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ว่า ดับเบิลยูเอชโอ ระบุว่า พื้นที่ทางตอนเหนือของจีน มีรายงาน “อาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่” เพิ่มขึ้น นับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกับของ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งหน่วยงานส่งคำร้องไปยังจีน เพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว
ด้านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า อาการป่วยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นผลมาจากการยกเลิกมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ทราบ เช่น เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ และการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก รวมถึงเชื้อไมโคพลาสมา นิวโมเนีย
#BREAKING China reports no 'unusual or novel pathogens' in respiratory illnesses upsurge, WHO says pic.twitter.com/VTUjdOzf9R
— AFP News Agency (@AFP) November 23, 2023
ทั้งนี้ ทางการจีนตอบกลับคำร้องของดับเบิลยูเอชโอว่า ไม่มีการตรวจพบเชื้อโรคที่ผิดปกติหรือแปลกใหม่ หรืออาการทางคลินิกที่แปลกประหลาดแต่อย่างใด ทั้งในกรุงปักกิ่ง และมณฑลเหลียวหนิง พร้อมกับเสริมว่า มันเป็นเรื่องของโรคระบบทางเดินหายใจที่เพิ่มขึ้นโดยทั่วไป ตามที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อโรคที่ทราบหลายชนิด
Since mid-October 2023, WHO has been monitoring data from Chinese surveillance systems that have been showing an increase in respiratory illness in children in northern China.
— World Health Organization (WHO) (@WHO) November 23, 2023
Today, WHO held a teleconference with Chinese health authorities in which they provided requested data… pic.twitter.com/lkO22QrelQ
ขณะที่ นายหวัง เฉวียนอี้ รองผู้อำนวยการ และหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา จากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคกรุงปักกิ่ง กล่าวว่า กรุงปักกิ่ง ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศ กำลังเผชิญกับอากาศหนาวเย็น เพราะเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูที่มีอุบัติการณ์ของโรคติดเชื้อเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ “อยู่ในระดับสูง” และมีเชื้อโรคหลายชนิดอยู่ร่วมกัน
อนึ่ง ดับเบิลยูเอชโอ เรียกร้องให้ประชาชนชาวจีน ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การฉีดวัคซีน, การเว้นระยะห่างจากผู้ป่วย, การอยู่ที่บ้านเมื่อมีอาการป่วย, การล้างมือเป็นประจำ และการสวมหน้ากากอนามัย.
เครดิตภาพ : AFP



