การปลูกข้าวแบบประณีต (System of rice intensification : SRI) เป็นวิธีการผสมผสานของการจัดการพืช การจัดการน้ำ และการจัดการดินแนวทางใหม่ พัฒนาจากการเรียนรู้เหมือนการทำเกษตรกรรมธรรมชาติโดยพึ่งพาอาศัยระบบนิเวศและการจัดการอย่างเหมาะสม การปลูกข้าวแบบประณีตเป็นการรักษาระบบรากของข้าวให้มีความแข็งแรงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ใช้เมล็ดพันธุ์น้อยเหมือนการปลูกผัก และใช้ระยะปักดำห่าง เพื่อให้ต้นข้าวสามารถแตกกอได้ง่าย ไม่แย่งอาหารกันเอง และช่วยให้จัดการแปลงได้สะดวก กำจัดวัชพืชและพันธุ์ข้าวปนได้ง่าย การปรับเปลี่ยนระบบการทำนาต้องคำนึงถึงความสามารถของตนเอง ขนาดพื้นที่ แรงงาน แหล่งน้ำ และปัจจัยอื่นๆ ประกอบ ซึ่งการทำเกษตรแบบประณีตเหมาะกับการทำในพื้นที่ปลูกน้อย เกษตรกรสามารถจัดการบริหารจัดการแปลงได้ แนวคิดดังกล่าวเป็นการเปลี่ยนกระบวนการความคิดและทัศนคติในการปลูกพืช ไม่ได้มองการปลูกข้าวเป็นเพียงพืชไร่ แค่ทำการหว่านเมล็ดลงไปและปล่อยให้โตเองตามธรรมชาติ แต่ต้องดูแลเป็นอย่างดีลดการใช้ทรัพยากรให้น้อยลงแต่ได้ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เมล็ดพันธุ์ที่ได้มีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถพัฒนาไปสู่การทำนาข้าวอินทรีย์ได้อย่างยั่งยืน เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเพราะบางครั้งการหวังผลกำไรก็ไม่ได้เป็นจุดหมายแรกของการทำนาเสมอไป

หลักการปลูกข้าวแบบประณีต 

1. เริ่มจากการเตรียมดินให้ร่วน ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีอยู่ในตามธรรมชาติ เช่น เศษใบไม้ ฟางข้าว มูลสัตว์ เป็นต้น เน้นการใช้อินทรียวัตถุในการปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพของดิน

2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ดีมาเพาะเป็นต้นกล้าอ่อนอายุประมาณ 10-15 วัน ถอนลงแปลงปลูก ซึ่งจะช่วยลดการขาดของราก ปักดำหลุมละ 1 ต้น ใช้ระยะปักดำห่าง 30-40 ซม. ดำนาเป็นแถวเพื่อให้ง่ายต่อการกำจัดวัชพืชและไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี ซึ่งการใช้กล้าต้นเดียวปักดำ จะช่วยในการแพร่ขยายของราก สามารถดูดซับธาตุอาหารได้ดีกว่าปลูกกล้าหลายต้นต่อหลุม

3. ในระยะแรกก็จะมีการทดน้ำเข้านาข้าวให้มีความสูงประมาณ 5 ซม. จากนั้นก็ปล่อยให้น้ำค่อยๆ แห้งลงตามธรรมชาติแต่ยังคงให้มีความชื้นในดินลึกลงไปไม่เกิน 15 ซม. โดยใช้อุปกรณ์วัดระดับน้ำที่ทำเองได้ง่ายๆ เรียกว่า “ท่อแกล้งข้าว” ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่หรือท่อพีวีซี เหตุที่ต้องแกล้งข้าวให้น้ำน้อยลงเพื่อข้าวจะได้แตกรากลึกลงไปดูดน้ำจากด้านล่างทำให้รากแข็งแรง และกระตุ้นให้ข้าวแตกกอดียิ่งขึ้น เป็นวิธีการปลูกข้าวโดยไม่มีน้ำท่วมขังช่วงระยะการเจริญเติบโตทางลำต้น (vegetative stage) ในช่วงที่พื้นนาแห้งต้องคอยกำจัดวัชพืชออกโดยใช้ คราด หรือถอนด้วยมือ (วิธีกล) ไม่จำเป็นต้องต้องใช้สารเคมี และเมื่อน้ำลดไป (ในดิน) ถึงระดับ 15 ซม. จะทำการทดน้ำกลับเข้าที่นาใหม่ ทำหมุนเวียนแบบเดิม ประมาณ 3 รอบ จนระยะการเจริญเติบโตของข้าวเริ่มตั้งท้อง (ออกรวงข้าว) (reproductive stage) ก็ทดน้ำกลับเข้าที่นาแล้วรักษาระดับน้ำไว้ จากนั้นค่อยทดน้ำออกก่อนจะทำการเกี่ยวข้าว 15-20 วัน

เห็นได้ว่า การปลูกข้าวแบบแบบประณีตถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรคนรุ่นใหม่ที่สามารถทดลองทำในแปลงเล็กๆ ก่อน เช่น กลุ่มชาวนาวันหยุด ที่ได้นำแนวคิดนี้มาต่อยอดเป็นการปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้งแกล้งข้าว” และมีการเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ให้เกษตรกรไทยได้รับผลผลิตที่สูงขึ้น ใช้ต้นทุนและทรัพยากรที่น้อยลง ชาวนาที่เลือกจะทำนาแบบประณีตต้องคำนึงถึงเหตุผลและความจำเป็นให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง มีความยืดหยุ่นในการทำเกษตร และคอยหาความรู้ใหม่ๆ ในการพัฒนาตนเอง มีทัศนคติที่ดีในการทำนา หรือทำการเกษตรอื่นๆ เพื่อให้อาชีพเกษตรกรสามารถพัฒนาไปได้อย่างยั่งยืนและมีความสุข (ที่มา : www.progressth.org)