สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 221 ต่อ 212 เสียง เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ต่อญัตติการถอดถอนประธานาธิบดีโจ ไบเดน พ้นจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ จากกรณีนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชาย อาศัยอิทธิพลทางการเมืองของบิดาตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำข้อตกลงธุรกิจ “เป็นการลับ” ทั้งในยูเครนและจีน
BREAKING: House votes 221-212 to open Biden impeachment inquiry https://t.co/9ADFI2MgFY pic.twitter.com/XOnfRsPzkk
— MS NOW (@MSNOWNews) December 13, 2023
ด้านทำเนียบขาวเผยแพร่แถลงการณ์ของไบเดน ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่า “ไม่มีมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง” และตำหนิพรรครีพับลิกันให้ความสำคัญกับ “ดราม่าทางการเมือง” แทนที่จะใช้เวลากับการอภิปราย และผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง
ขณะที่ฮันเตอร์ยืนกรานว่า บิดาของตัวเองไม่มีความเกี่ยวข้องในทางใดทั้งสิ้น กับข้อตกลงทางธุรกิจของเขา “ซึ่งดำเนินการด้วยความโปร่งใส” อย่างไรก็ตาม บุตรชายของผู้นำสหรัฐปฏิเสธร่วมให้ปากคำ ในการพิจารณาคดีแบบปิด โดยเน้นย้ำว่า จะให้ข้อมูลทั้งหมด “ในสถานที่สาธารณะเท่านั้น”
Hunter Biden speaks on Capitol Hill: “Let me state as clearly as I can: My father was not financially involved in my business” pic.twitter.com/JFi3i1y0o8
— The Post Millennial (@TPostMillennial) December 13, 2023
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการสอบสวนจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ออกแถลงการณ์ว่า ไบเดน “รู้เห็นเป็นใจ”, “มีส่วนร่วม” และ “ได้รับผลประโยชน์” จากข้อตกลงทางธุรกิจของบุตรชาย
อนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนประธานาธิบดีแล้วเพียง 3 คนเท่านั้น คือ นายแอนดรูว์ จอห์นสัน เมื่อปี 2411 นายบิล คลินตัน เมื่อปี 2541 และนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2562 และ 2564 แต่ไม่เคยมีญัตติถอดถอนผู้นำสหรัฐคนใดผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา
ส่วนกรณีของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เมื่อปี 2517 ผู้นำสหรัฐในเวลานั้นชิงลาออกก่อน ท่ามกลางความเป็นไปได้สูงมากในเวลานั้น ว่าทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ จะพร้อมใจกันถอดถอนนิกสัน จากคดีวอเตอร์เกต.
เครดิตภาพ : AFP



