สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ว่า สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐมีมติเสียงข้างมาก 221 ต่อ 212 เสียง เปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ ต่อญัตติการถอดถอนประธานาธิบดีโจ ไบเดน พ้นจากตำแหน่งผู้นำสหรัฐ จากกรณีนายฮันเตอร์ ไบเดน บุตรชาย อาศัยอิทธิพลทางการเมืองของบิดาตั้งแต่ก่อนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ทำข้อตกลงธุรกิจ “เป็นการลับ” ทั้งในยูเครนและจีน


ด้านทำเนียบขาวเผยแพร่แถลงการณ์ของไบเดน ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดว่า “ไม่มีมูลความจริงอย่างสิ้นเชิง” และตำหนิพรรครีพับลิกันให้ความสำคัญกับ “ดราม่าทางการเมือง” แทนที่จะใช้เวลากับการอภิปราย และผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง


ขณะที่ฮันเตอร์ยืนกรานว่า บิดาของตัวเองไม่มีความเกี่ยวข้องในทางใดทั้งสิ้น กับข้อตกลงทางธุรกิจของเขา “ซึ่งดำเนินการด้วยความโปร่งใส” อย่างไรก็ตาม บุตรชายของผู้นำสหรัฐปฏิเสธร่วมให้ปากคำ ในการพิจารณาคดีแบบปิด โดยเน้นย้ำว่า จะให้ข้อมูลทั้งหมด “ในสถานที่สาธารณะเท่านั้น”


ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการสอบสวนจริยธรรมของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก ออกแถลงการณ์ว่า ไบเดน “รู้เห็นเป็นใจ”, “มีส่วนร่วม” และ “ได้รับผลประโยชน์” จากข้อตกลงทางธุรกิจของบุตรชาย


อนึ่ง ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐ สภาผู้แทนราษฎรลงมติถอดถอนประธานาธิบดีแล้วเพียง 3 คนเท่านั้น คือ นายแอนดรูว์ จอห์นสัน เมื่อปี 2411 นายบิล คลินตัน เมื่อปี 2541 และนายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อปี 2562 และ 2564 แต่ไม่เคยมีญัตติถอดถอนผู้นำสหรัฐคนใดผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา


ส่วนกรณีของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน เมื่อปี 2517 ผู้นำสหรัฐในเวลานั้นชิงลาออกก่อน ท่ามกลางความเป็นไปได้สูงมากในเวลานั้น ว่าทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาสหรัฐ จะพร้อมใจกันถอดถอนนิกสัน จากคดีวอเตอร์เกต.

เครดิตภาพ : AFP