สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ว่า ผลอย่างไม่เป็นทางการของการเลือกตั้งทั่วไปในบังกลาเทศ ซึ่งมีการลงคะแนนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ 300 ที่นั่ง ปรากฏว่า พรรคสันนิบาตอวามีของนายกรัฐมนตรี ชีค ฮาสินา ได้รับเลือกตั้งเข้ามาอย่างน้อย 222 ที่นั่ง แม้ลดลง 35 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2561 แต่ยังถือเป็นการครองเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด

คณะผู้สังเกตการณ์นานาชาติ สังเกตการณ์การลงคะแนน ที่คูหาแห่งหนึ่ง ในกรุงธากา เมืองหลวงของบังกลาเทศ


ด้านพรรคจาติยา ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคฝ่ายค้าน ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาอย่างน้อย 11 ที่นั่ง ลดลง 15 ที่นั่ง จากการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว ส่วนอีกอย่างน้อย 62 ที่นั่ง กระจายเป็นของพรรคการเมืองอื่น


ขณะที่สัดส่วนผู้ออกมาใช้สิทธิอยู่ที่ประมาณ 40% และบรรยากาศของการเลือกตั้ง “ค่อนข้างเป็นไปอย่างสงบ” โดยมีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจมากกว่า 800,000 นาย รักษาความปลอดภัยทั่วประเทศ แต่มีรายงานการประท้วงเล็กน้อยที่เมืองจิตตะกอง และการปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ของสำนักข่าวบางแห่ง ในวันเลือกตั้ง

ตำรวจบังกลาเทศเผชิญหน้ากับผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ที่เมืองจิตตะกอง


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์การเมืองภายในบังกลาเทศเป็นบรรยากาศของความตึงเครียด และความแตกแยก ระหว่างฝ่ายสนับสนุนฮาสินา กับนางคาเลดา เซีย วัย 78 ปี อดีตผู้นำหญิงคนแรกของบังกลาเทศ และตอนนี้ถูกกักบริเวณจากข้อหาคอร์รัปชัน โดยเซียเป็นแกนนำคนสำคัญของกับพรรคชาตินิยมบังกลาเทศ (บีเอ็นพี) ซึ่งเป็นแกนนำฝ่ายค้าน และบอยคอตการเลือกตั้้งครั้งนี้ เท่ากับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการ “มอบชัยชนะอย่างง่ายดาย” ให้กับฮาสินา วัย 76 ปี ซึ่งครองอำนาจต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552


อย่างไรก็ตาม พรรคสันนิบาตอวามีเลี่ยงส่งผู้สมัครในบางเขต ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า “เป็นเจตนา” เพื่อบรรเทาแรงเสียดทานจากทั้งในและต่างประเทศ ที่เตรียมประณามสภาของบังกลาเทศ ว่าเป็นฝ่ายนิติบัญญัติที่ผูกขาดด้วยพรรคการเมืองเดียว


อนึ่ง พรรคสันนิบาตอวามีของ ฮาสินา บุตรสาวของชีค มูจิบู ราห์มัน บิดาแห่งชาติและประธานาธิบดีคนแรกของบังกลาเทศ ครองการเป็นพรรครัฐบาลตั้งแต่ปี 2552 ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองระดับชาติ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไป หลายฝ่ายกล่าวหาผู้นำหญิงของบังกลาเทศมากขึ้น ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชน การทุจริต และมีความเป็นเผด็จการ จนเกิดการเรียกร้องอย่างต่อเนื่อง ให้ฮาสินาลาออกจากตำแหน่ง เลิกการผูกขาดอำนาจ และจัดการเลือกตั้งใหม่ “ที่เป็นอิสระและเสรีอย่างแท้จริง”.

เครดิตภาพ : AFP