ชาวนาในพื้นที่อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ส่วนหนึ่งเริ่มทำการปรับเปลี่ยนมาปลูกมันสำปะหลังภายในแปลงนา แทนการปลูกข้าวนาปรัง ภายหลังจากที่ปริมาณน้ำภายในเขื่อนในพื้นที่ ทั้งเขื่อนมูลบน และเขื่อนลำแชะ แหล่งน้ำดิบหลักที่ใช้ในการเพาะปลูก มีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมากว่าเท่าตัว และมีแนวโน้มสูงว่าจะต้องงดการส่งน้ำในการทำนาปรังในพื้นที่ส่วนใหญ่  เพื่อสงวนน้ำไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งที่คาดการณ์ว่าจะต้องเผชิญกับปัญหาภัยแล้งรุนแรงและยาวนานจากสภาวะเอลนีโญ 

นายสนั่น เอิบผักแว่น เกษตรกรบ้านบึงพัฒนา ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา หนึ่งในชาวนาที่หันมาปลูกมันสำปะหลังแทนการทำนาปรัง กล่าวว่า ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ตัดสินใจลงทุนเป็นเงินกว่า 6,000 บาท เพื่อซื้อหาพันธุ์มันสำปะหลังมาปลูกในนาแทนการปลูกข้าวนาปรัง เพราะในปีนี้ปริมาณน้ำภายในเขื่อนมูลบน ซึ่งเป็นเขื่อนที่จะส่งน้ำให้ได้ทำการเกษตรนั้นมีปริมาณน้ำน้อยกว่าหลายๆ ปี และมีแนวโน้มสูงว่าคงจะไม่ได้สนับสนุนน้ำให้ชาวนาได้ทำการปลูกข้าวนาปรัง เพราะต้องสงวนน้ำไว้เพื่อบริหารจัดการด้านการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก โดยจะอาศัยนาข้าวที่ยังคงมีความชื้นหลังจากที่เพิ่งทำการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้หล่อเลี้ยงมันสำปะหลังให้เจริญเติบโต เพราะมันสำปะหลังนั้นเป็นพืชใช้น้ำน้อยทนแล้ง

ทั้งนี้ ปริมาณความชื้นที่ยังเหลืออยู่ในนาก็น่าจะเพียงพอที่จะประคับประคองให้มันสำปะหลังเติบโตให้ผลผลิต ได้เก็บเกี่ยวก่อนที่จะเริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีในกลางปีหน้า ประกอบกับราคามันสำปะหลังในตอนนี้สูงกว่ากิโลกรัมละ 3 บาท จึงมีความหวังว่าจะสามารถสร้างรายได้ระหว่างการรอฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปีรอบใหม่ ดีกว่าจะทิ้งที่นาให้เปล่าประโยชน์หรือเสี่ยงปลูกข้าวที่อาจจะต้องประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำในการดูแลต้นข้าวให้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูกได้  อีกทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระให้ทางเขื่อนได้นำน้ำที่มีอยู่ไปบริหารจัดการด้านการอุปโภคบริโภคได้อย่างเพียงพอ

“ดีกว่าปล่อยให้นาข้าวต้องเปล่าประโยชน์ไปนานอีกกว่า 6 เดือน กว่าจะถึงฤดูฝนหรือช่วงฤดูกาลเพาะปลูกข้าวนาปี อีกทั้งในช่วงนี้ราคามันสำปะหลังค่อนข้างดี จึงมีความหวังว่าจะมีรายได้จากการปลูกมันสำปะหลังซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยในช่วงนี้มาทดแทนการเพาะปลูกข้าวนาปรังที่มีความเสี่ยงสูงที่จะไม่มีน้ำเพียงพอให้ได้ใช้จนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว  ทั้งนี้ ล่าสุดปริมาณน้ำภายในเขื่อนมูลบน เหลืออยู่ที่ 85 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุกักเก็บทั้งหมดที่ 141 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 60.5 ของความจุ ขณะที่เขื่อนลำแชะมีปริมาณน้ำอยู่ที่ 150.7 ล้านลูกบาศก์เมตร จากความจุกักเก็บทั้งหมดที่ 275 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 55 ของความจุเท่านั้น”