นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า ได้เตรียมหารือกับ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  เพื่อดูข้อกฎหมายมาตราต่างๆ ของ พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 หรือกฎหมาย พีดีพีเอ ว่าต้องมีการปรับแก้กฎหมายส่วนใดบ้าง  หลังจากได้บังคับใช้มา 2 ปี อาทิ เรื่องบทลงโทษ หลังจากที่ผ่านมามีกรณีที่ศาลได้ตัดสินคดีมิจฉาชีพที่ซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว โทษจำคุกให้รอลงอาญา ซึ่งอาจทำให้คนที่ซื้อขายข้อมูลอาจไม่มีความเกรงกลัวในการกระทำความผิด

“จะมีการรือกับ คณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล  ในเร็วๆ นี้ เพื่อนำเรื่อง ก.ม. มาพูดคุยต้องปรับแก้อะไรบ้าง เพื่อให้การคุ้มครอง ข้อมูลส่วนบุคคลให้กับประชาชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  และการสอบสวน ร้องทุกข์ของประชาชน มีความรวดเร็วยิ่งขึ้นจากที่มีขั้นตอนสอบสวนกว่า 90 วัน และปัจจุบันยังพบว่า มีข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บในองค์กรต่างๆ ยังมีการรั่วไหลอยู่”

นายประเสริฐ กล่าวว่า ล่าสุด ได้เปิดศูนย์บริการรับเรื่องร้องเรียน และให้คำปรึกษาการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (พีดีพีเอ เซ็นเตอร์) เพื่อให้เป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างครบวงจร  ทั้งเรื่องการร้องเรียน การให้คำปรึกษา รวมถึงให้ความรู้และวิชาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองความต้องการให้กับทุกภาคส่วน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มช่องทางการติดต่อให้กับประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ในการติดต่อมายัง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) ได้อีกหนี่งช่องทาง 

“รัฐบาลนี้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งในฐานะรัฐมนตรีดีอีได้กำหนดแนวทางและมาตรการยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ โดยให้พีดีพีซี ดำเนินการแบบเชิงรุก และจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวัง การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือ พีดีพีซี อีเกิ้ล อาย เพื่อเฝ้าระวัง ติดตาม ตรวจสอบ และกำกับดูแลหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ปฏิบัติตามกฎหมายพีดีพีเออย่างเคร่งครัด และป้องปราม ไม่ให้หน่วยงานเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนโดยไม่เหมาะสมบนช่องทางสาธารณะ หากตรวจพบหน่วยงานมีการทำผิดอย่างต่อเนื่องและมีผลกระทบร้ายแรง ก็จะต้องมีการลงโทษ มีการปรับทางปกครองอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย ซึ่งในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้มีการตรวจสอบเชิงรุก มีการสกัดการรั่วไหลข้อมูลส่วนบุคคลไปแล้วกว่า 5,000 เคส” นายประเสริฐ กล่าว