สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสภาผู้บริโภค และภาคีเครือข่าย จัดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สานพลัง ขับเคลื่อนโรงเรียนศูนย์เรียนรู้เพื่อรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย สร้างความปลอดภัยทางถนนให้กับเด็กและเยาวชน
จากข้อมูลการเฝ้าระวังของศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนนและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคระบุว่า ในปี 2565 มีอุบัติเหตุทางถนนและความไม่ปลอดภัยกับรถรับส่งนักเรียนถึงปีละ 30 ครั้ง ในขณะที่ ปี 2567 ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม เกิดอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนถึง15 ครั้ง มีนักเรียนเสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บ 153 คน โดยสาเหตุของอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากความประมาท สภาพรถที่ไม่ปลอดภัย และขาดการจัดการที่เป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ

นางก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส.ได้ร่วมทำงานกับสภาผู้บริโภคมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเริ่มทำงานให้มีความปลอดภัยในรถโดยสารและจากการทำงานร่วมกันพบว่าอุบัติเหตุรถนักเรียนเกิดขึ้นค่อนข้างเยอะ จนนำมาสู่การขับเคลื่อนให้มีการจัดการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัย จนเกิดโรงเรียนต้นแบบศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 20 แห่ง ที่พร้อมเป็นศูนย์การเรียนรู้ขยายผลการจัดการรถรับส่งนักเรียนปลอดภัยให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กและเยาวชนในการเดินทางไปกลับจากโรงเรียน แนวทางสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความปลอดภัย คือ 1. การมีระบบการจัดการ รถรับ-ส่งนักเรียน ที่ปลอดภัย 2. ความร่วมมือของโรงเรียน ขนส่งและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบการ ผู้ปกครอง นักเรียน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง 3. การจัดการหน้าโรงเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัย Safety Zone – Low Speed และการสำรวจเส้นทางเดินรถของรถรับส่งนักเรียน 4.สร้างความปลอดภัยให้กับนักเรียนและบุคลากรที่ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะหลักในเดินทาง และส่งเสริมการใช้หมวกนิรภัย ซึ่งเวทีวิชาการ “สานพลัง ขับเคลื่อน โรงเรียนศูนย์เรียนรู้เพื่อรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” จะเป็นอีกเวทีที่สร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการที่ปลอดภัยระหว่างโรงเรียน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เห็นถึงความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้ใช้บริการ พัฒนาระบบบริการคุณภาพความปลอดภัยในปัจจุบัน

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคร่วมทำงานกับ สสส. องค์กรสมาชิก รวมถึงโรงเรียนในพื้นที่ต่าง ๆ ขับเคลื่อนเพื่อผลักดันให้เกิด “ศูนย์เรียนรู้ระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย” ที่มีความพร้อมในการเป็นแหล่งเรียนรู้ 20 โรงเรียน ใน 33 จังหวัด จาก 148 โรงเรียน ครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งในแต่ละพื้นที่จะมีรูปแบบในการดำเนินการที่แตกต่างกัน แต่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย 9 ด้าน เช่น มีระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ มีระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหาได้ มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง เป็นต้น ซึ่งหลายๆโรงเรียนประสบความสำเร็จ เราอยากเห็นเด็กนักเรียนปลอดภัย 100 % ไม่ใช่ไปโรงเรียนแล้วเสียชีวิตจากรถรับส่งนักเรียนหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เราอยากเห็นตัวเลขเป็นศูนย์ เรื่องความปลอดภัยของเด็กนักเรียนเราถือว่าความปลอดภัยเป็นสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค ซึ่งเป้าหมายสูงสุดก็เพื่อให้นักเรียนทั่วประเทศได้ใช้บริการรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยและได้มาตรฐาน

รองศาสตราจารย์อิสรีย์ หรรษาจรูญโรจน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้จัดทำรายงานพร้อมข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2566 โดยเสนอแนะให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมกันภายใต้คณะกรรมการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ดังนี้ 1. กระทรวงศึกษาธิการ ต้องกำหนดมาตรการ พัฒนา และสนับสนุนให้เกิดระบบรถรับส่งนักเรียนที่ปลอดภัยในทุกโรงเรียนทั่วประเทศ 2. กรมการขนส่งทางบก ให้ทบทวนกฎหมาย อบรมเสริมความรู้ จัดทำฐานข้อมูล และออกมาตรการเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเกิดแรงจูงใจในการนำรถเข้าสู่ระบบ 3. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ช่วยส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในด้านความปลอดภัยเชิงป้องกัน และระบบการบริการหารจัดการรถรับส่งนักเรียน 4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สนับสนุนเรื่องงบประมาณและจัดทำฐานข้อมูกลางเพื่อให้แนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในการดำเนินโครงการได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้โรงเรียนจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย 9 ด้าน เพื่อเป็นโรงเรียนต้นแบบในการจัดการระบบรถรับส่งนักเรียน ดังนี้ 1. มีระบบข้อมูลนักเรียน รถ คนขับ เส้นทาง พฤติกรรมคนขับ 2. ระบบเฝ้าระวัง ให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยรายงานปัญหาได้ 3. มีระบบการดูแลนักเรียนในรถที่ถูกต้อง ทั่วถึง 4. มีการรวมกลุ่มคนขับ สร้างข้อปฏิบัติติและวางแผนร่วมกัน 5. ต้องมีมาตรฐาน มีขั้นตอนตรวจสอบสภาพรถ และขึ้นทะเบียนกับขนส่ง 6. มีจุดจอดรถที่ปลอดภัย และระบบความปลอดภัยหน้าโรงเรียน 7. มีระบบคณะทำงาน และหลักเกณฑ์ เพื่อติดตามประเมินผลทั้งระบบ 8. มีกลไกจัดการ โดย ครู นักเรียน กรรมการสถานศึกษา และผู้ปกครอง และ 9. มีคณะทำงานระดับอำเภอหรือจังหวัด

นายธนกร พีระประภารัตน์ ผู้ดูแลรถระบบรถรับส่งนักเรียน โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าว่า โรงเรียนอยุธยาวิทยาลัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โรงเรียนต้นแบบจัดการระบบรถรับส่งนักเรียนปลอดภัย ขณะนี้มีรถรับบส่งนักเรียนที่ลงทะเบียนกับทางโรงเรียนรวม 80 คัน
โดยรถรับส่งทั้งหมดจะต้องทำตามนโยบายและมาตรการที่โรงเรียนกำหนด คือ ต้องมีเอกสารครบถ้วน ชัดเจน ทั้งชื่อคนขับ ผู้ดูแล ข้อมูลทะเบียนรถยนต์ ฯลฯ มีใบขับขี่อย่างน้อย 3 ปี รถต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน จากนั้นทางโรงเรียนจะออกใบอนุญาตเพื่อให้ผู้ประกอบการนำใบอนุญาตไปขึ้นทะเบียนกับทางขนส่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วนของการใช้บริการทางโรงเรียนจะแจ้งผู้ปกครอง เพื่อให้คัดเลือกรถรับส่งที่ตรงกับเส้นทางการเดินทางของนักเรียน และขณะนี้ทางโรงเรียนได้เพิ่มเติมเรื่องการร้องเรียน การใช้บริการรถรับส่ง เพราะทางโรงเรียนมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยเป็นหลัก และจากการดำเนินการเรื่องนี้ ยังไม่พบการเกิดอุบัติเหตุกับนักเรียนเลย
รถรับส่งนักเรียนที่ได้รับอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถให้เห็นชัดเจน มีไฟสัญญาณสีเหลืองอำพันหรือสีแดงเปิดปิดเป็นระยะติดไว้ที่ด้านหน้าและด้านท้ายของรถ ด้านผู้ขับรถรับส่งนักเรียนต้องได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก ซึ่งต้องไม่เคยมีประวัติเสียหายอันเกิดจากการขับรถมาก่อน และต้องมีผู้ควบคุมดูแลนักเรียนประจำรถอยู่ในรถตลอดเวลาที่ใช้รับส่งนักเรียน ส่วนภายในรถต้องมีเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับช่วยเหลือนักเรียนเมื่อมีอุบัติเหตุ เช่น ถังดับเพลิง ค้อนทุบกระจก ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นมั่นคงแข็งแรง และต้องผ่านการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา และนำรถเข้าตรวจสภาพ ณ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาตั้งอยู่ในเขตพื้นที่





