สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ว่า น.ส.คาริน ฌอง-ปิแอร์ โฆษกหญิงทำเนียบขาว กล่าวถึงสุขภาพของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้นำสหรัฐ ว่า “แข็งแรงดี” และไม่เคยมีประวัติเข้ารับการรักษาโรคพาร์กินสัน
อย่างไรก็ตาม ฌอง-ปิแอร์ ปฏิเสธให้ความเห็นเกี่ยวกับรายงานของเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส และสื่ออีกหลายแห่ง ซึ่งอ้างข้อมูลจากบันทึกข้อมูลผู้มาเยือนทำเนียบขาว ว่า นพ.เควิน แคนนาร์ด จากศูนย์การแพทย์ทหารวอลเตอร์ รีด และเป็นหนึ่งในแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาชื่อดังของสหรัฐ ซึ่งมีความถนัดด้านโรคพาร์กินสัน เดินทางเข้าและออกทำเนียบขาว 6 ครั้ง ระหว่างเดือน ส.ค. ปีที่แล้ว ถึงเดือน มี.ค. ปีนี้
Breaking News: A Parkinson’s expert visited the White House eight times in eight months from last summer through this spring, according to official visitor logs. The administration has said that President Biden has no signs of the disease. https://t.co/VSwOttPEGK
— The New York Times (@nytimes) July 8, 2024
ขณะที่แหล่งข่าวระดับสูงคนหนึ่ง ซึ่งเคยทำงานที่ทำเนียบขาว ในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา และตอนนั้นไบเดนอยู่ในตำแหน่งรองผู้นำสหรัฐ เปิดเผยกับสื่อมวลชน ว่าไบเดนเคยเข้ารับการรักษาโรคไมเกรน กับ นพ.แคนนาร์ด นานระยะหนึ่ง เมื่อปี 2559 โดยตอนนั้น นพ.แคนนาร์ด เดินทางมาที่ทำเนียบขาวเดือนละ 1 ครั้ง
President Biden firmly denounced calls from Democrats to step aside from the campaiugn, saying, “I am not going anywhere”.
— NBC Nightly News with Lester Holt (@NBCNightlyNews) July 8, 2024
It comes amid reports of a Parkinson's specialist visiting the White House this year and visiting with his doctor.
@KellyO has the latest. pic.twitter.com/dKeO1JjxDd
ทั้งนี้ ไบเดน วัย 81 ปี กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากหลายฝ่าย รวมถึงจากสมาชิกบางส่วนในพรรคเดโมแครต ให้ถอนตัวจากการสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดี ในวันที่ 5 พ.ย. นี้ ซึ่งไบเดนตั้งเป้ารักษาตำแหน่งให้ได้สองสมัยติดต่อกัน หลังทำผลงานย่ำแย่ ระหว่างการดีเบตกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ อดีตผู้นำสหรัฐ เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยไบเดนส่งหนังสือถึงสภาคองเกรส และสนทนาทางโทรศัพท์ในรายการข่าวของสถานีโทรทัศน์เอ็มเอสเอ็นบีซี ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบไม่มีผู้นำสหรัฐคนใดทำมาก่อน ยืนยันว่า จะสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้จวบจนนาทีสุดท้าย.
เครดิตภาพ : AFP



