นพ.ธนะพงศ์  จินวงษ์  ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) เผยถึงข้อพิจารณาเพิ่มเติมที่น่าสนใจ สืบเนื่องจากกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว เริ่มจากวิธีตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่มี  3 วิธีหลัก  คือ ตรวจจากลมหายใจ(เป่า) ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือด ซึ่งมองว่าการตรวจปัสสาวะเป็นวิธีที่ยุ่งยาก และควรเป็นตัวเลือกสุดท้าย หากไม่สามารถเป่า หรือตรวจเลือดได้เท่านั้น ด้วยลักษณะการตรวจที่เกิดขึ้นบนถนนไม่ว่าจะตั้งด่านหรือในที่เกิดเหตุ การตรวจปัสสาวะต้องมีสถานที่มิดชิด มีอุปกรณ์ และการยืนยันว่าเป็นปัสสาวะของคนๆนั้นจริง

ดังนั้น  จึงมีข้อกังวลจะถูกใช้เป็นข้ออ้างไม่ตรวจ เพราะต้องการตรวจปัสสาวะเป็นตัวเลือกแรก  พร้อมเสนอให้ระบุรายละเอียดเป็นแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่า การปัสสาวะไม่ใช่ทางเลือกแรกที่ขอให้ตำรวจตรวจ  เนื่องจากมีเครื่องมือพื้นฐานคือการเป่า ที่ให้ค่าการตรวจเทียบเท่าการตรวจเลือด

“การเป่าควรเป็นตัวเลือกแรก ยกเว้นไม่สามารถทำได้ ซึ่งมีจำนวนน้อย เช่น หมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือมีอาการปอดทะลุจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น”

ทั้งนี้ ตามข้อ 5 ประกาศกฎกระทรวงเกี่ยวกับกระบวนการและระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนจะส่งตัวผู้ขับขี่ไปเก็บตัวอย่างเลือดในโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด“ภายในระยะเวลาที่ผบ.ตร.กำหนด” ผู้จัดการศวปถ. เผยว่า เป็นอีกจุดที่ควรระบุให้ชัดเจนถึงคำว่า “ใกล้ที่สุด” จะจำกัดเฉพาะโรงพยาบาลรัฐหรือไม่ โดยเสนอทำเป็นรายชื่อโรงพยาบาล เพื่อให้ตำรวจตรวจสอบพิกัดเมื่อเกิดเหตุได้ว่าโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดมีที่ใดบ้าง

ขณะที่“ระยะเวลา”การส่งตัว ปัจจุบันตำรวจและกระทรวงสาธารณสุขมีข้อตกลงกำหนดไว้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง แต่เพื่อประสิทธิภาพของผลตรวจ ควรทบทวนกำหนดเวลาให้น้อยลงเทียบเท่าสากล เพราะจากข้อมูลการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ว่ามากหรือน้อย  ปริมาณสูงสุดจะอยู่เพียง“ชั่วโมงแรก”

หากผ่านไป 2 ชั่วโมง ต่อให้ดื่มแอลกอฮอล์สูงถึง 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์จะลดต่ำลงกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (ไม่เกินกว่ากฎหมายกำหนด)

พร้อมยกตัวอย่างหลายประเทศที่กำหนดเวลาตรวจไว้ภายใน 1-2 ชั่วโมง อาทิ สหรัฐอเมริกา กำหนดตรวจเลือดหรือเป่าไว้ภายใน 2 ชั่วโมง หากพบประวิงเวลาถือว่าเมาแล้วขับ  หรือแคนาดา กำหนดไว้ภายใน 2 ชั่วโมง หากปฏิเสธตรวจจะมีโทษสูงสุดตามกฎหมายดื่มแล้วขับ หรือออสเตรเลีย อย่างรัฐวิกตอเรีย มีประเด็นน่าสนใจกรณีตรวจไม่ทันเวลาที่กำหนด จะเป็นหน้าที่ของผู้ขับขี่ที่ต้องยื่นคำอธิบายเหตุที่ล่าช้า และมีสิทธิโดนลงโทษหนักเรื่องยื้อเวลา ถือเป็นการผลักความรับผิดชอบไปที่ผู้กระทำผิด

ขณะที่ในไทยยังไม่มีรายละเอียดการประวิงเวลาหรือยื้อการตรวจ มีเพียงปฏิเสธตรวจให้ถือว่าเมาแล้วขับ ซึ่งโทษที่ได้รับยังไม่ใช่โทษสูงสุดในข้อหาเมาแล้วขับ  ดังนั้น โอกาสนี้เสนอให้ตำรวจปรับลดระยะเวลาส่งตัว เพื่อไม่ให้ผลตรวจคลาดเคลื่อน ยึดตามมาตรฐานสากลไม่ควรเกิน 2-3 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันเผยถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นเมื่อมีการส่งตรวจเลือดที่โรงพยาบาลโดยไม่มีพนักงานสอบสวนไปด้วย และญาติมักปฏิเสธการเจาะ ทำให้โรงพยาบาลไม่กล้าดำเนินการในขั้นตอนนี้ เพื่ออุดช่องโหว่ดังกล่าว ผู้จัดการศวปถ.ยกตัวอย่างแนวปฏิบัติของจ.อุดรธานี ที่ตำรวจทำหนังสือแจ้งประสานกรณีมีผู้บาดเจ็บไปโรงพยาบาลให้แพทย์สามารถตรวจหาปริมาณแอลกอฮอล์ได้เลย  โดยพนักงานสอบสวนจะยื่นเอกสารคำขอให้แพทย์ตรวจไปภายหลัง

หากเป็นไปได้มองว่าในแต่ละจังหวัดก็ควรมีข้อตกลงลักษณะนี้ โดยกระบวนการที่ชัดเจนสามารถระบุเป็นแนวปฏิบัติการตรวจได้ตามข้อ 5 ที่ให้อำนาจผบ.ตร.กำหนด 

อีกข้อพิจารณาน่าสนใจคือ การมีตรวจสอบซ้ำ หรือ ระบบ Double Check เพื่อเป็นเกราะป้องกันการเลี่ยงการตรวจ หรือการทำให้การตรวจล่าช้า  โดยเปิดช่องกำหนดให้คู่กรณีมีสิทธิสอบถามและร้องเอาผิดมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

“เราเจอเคสเหล่านี้เรื่อยๆ คือ ไม่ได้ตรวจ ตรวจช้า ญาติไม่ให้เจาะ  เรื่องพวกนี้จะถูกคานด้วยคู่กรณีที่ประสบเหตุร่วม  โดยให้สิทธิสอบถามร้อยเวรว่าตรวจเลือดคู่กรณีแล้วหรือไม่ ควรระบุให้ชัดว่าคู่กรณีสามารถสอบถามการตรวจ และผลตรวจได้  เรื่องเหล่านี้ไม่ควรให้สังคมร้องหา แต่ควรเป็นมาตรฐานทำงาน” 

อีกด้านของกระบวนการยุติธรรมที่สามารถขยับมาตรฐานเรื่องนี้ได้คือ ในส่วนอัยการและศาล สามารถทวงถามผลตรวจ และระยะเวลาตรวจเมื่อมีคดีอุบัติเหตุ เช่น มีผลตรวจแอลกอฮอล์มาด้วยหรือไม่  มีการตรวจเมื่อใด และที่สำคัญมีประวัติกระทำผิดซ้ำหรือไม่  เพราะตามกฎหมายจราจรทางบกฉบับล่าสุด มีการแก้ไขเพิ่มเติมกรณีกระทำผิดซ้ำข้อหาเมาแล้วขับภายใน 2 ปี มีโทษจำคุก ทั้งนี้ เพื่อเป็นมาตรฐานการปฏิบัติที่ดีขึ้น.