สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่า กองกำลังชั่วคราวสหประชาชาติในเลบานอน (ยูนิฟิล) ซึ่งประจำการอยู่ในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ออกแถลงการณ์ว่า รถถังของทหารอิสราเอลยิงโจมตีค่ายของยูนิฟิล เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อย 2 นาย และเตือนว่า เป็นการละเมิดมติที่ 1701 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)
ทั้งนี้ มติที่ 1701 ของยูเอ็นเอสซี ซึ่งยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ เมื่อปี 2546 กำหนดว่า ให้มีการประจำการทหารรักษาสันติภาพของยูเอ็น ร่วมกับทหารของเลบานอน ตามแนว “เส้นสีน้ำเงิน” ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างอิสราเอลกับเลบานอน
ด้านกองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ ยอมรับว่ามีการยิงปืนบริเวณฐานที่มั่นของยูนิฟิลจริง แต่ให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีสมาชิกกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ปฏิบัติการอยู่บริเวณนั้น และยืนยันว่า มีการแจ้งเตือนให้ทหารรักษาสันติภาพหาที่กำบังแล้ว
This morning, two peacekeepers were injured after an IDF Merkava tank fired its weapon toward an observation tower at UNIFIL’s headquarters in Naqoura, directly hitting it and causing them to fall. The injuries are fortunately, this time, not serious, but they remain in hospital.
— UNIFIL (@UNIFIL_) October 10, 2024
ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐออกแถลงการณ์ “มีความวิตกกังวล” เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนกระทรวงการต่างประเทศอิตาลี ซึ่งมีทหารรักษาสันติภาพประจำการในเลบานอนมากที่สุด ประณามเหตุการณ์ดังกล่าว “เข้าข่ายอาชญากรรมสงคราม”
นายฮารี ปราโบโว เอกอัครราชทูตอินโดนีเซียประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ยูนิฟิลทั้งสองนายที่ได้รับบาดเจ็บ มาจากอินโดนีเซีย และประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ว่า “เป็นอีกครั้งซึ่งอิสราเอลทำตัวอยู่เหนือกฎหมายระหว่างประเทศ”
Any deliberate attack on peacekeepers is a grave violation of international humanitarian law and of Security Council resolution 1701.
— UNIFIL (@UNIFIL_) October 10, 2024
We are following up with the IDF on these matters.
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน หลังยูนิฟิลเปิดเผยว่า ได้รับแจ้งจากอิสราเอล เมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผ่านมา เกี่ยวกับปฏิบัติการภาคพื้นดิน “แบบจำกัด” ในเลบานอน และขอให้ยูนิฟิล เคลื่อนย้ายกำลังพลบางส่วนออกจากค่าย และฐานที่มั่นบางแห่ง
อย่างไรก็ตาม ยูนิฟิลยืนยันว่า ทหารทุกนายยังคงประจำการอยู่ ณ ฐานที่ตั้ง และยังคงมีการเชิญธงสหประชาชาติขึ้นสู่ยอดเสาตามปกติ ทั้งนี้ทั้งนั้น ยูนิฟิลมีแผนการฉุกเฉิน และมาตรการรับมือในยามเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝัน รวมถึงพร้อมถอนหรือเคลื่อนย้ายกำลังพล “เมื่อเกิดความจำเป็นในระดับสูงสุด”.
เครดิตภาพ : AFP



