กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อประชาชนจำนวนมาก “เงินหาย” จากในบัญชี และบัตรเครดิตและเดบิตถูกตัดเงินโดยเจ้าตัวไม่ได้ทำธุรกรรม??
ซึ่งทางธนาคารแห่งประเทศไทยและสมาคมธนาคารไทย ก็ตรวจสอบพบมีผู้เสียหายจากกรณีนี้รวม 10,700 ใบ วงเงิน 130 ล้านบาท และระบบของธนาคารไม่ได้ถูกแฮก แต่เกิดจากมีกลุ่มมิจฉาชีพใช้วิธีการสุ่มข้อมูลบัตรเครดิต และเดบิต ด้วยบอทและเอไอ แล้วนำข้อมูลของลูกค้านำไปทำธุรกรรมผ่านร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศ
ภัยออนไลน์ จึงไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวของคนไทย ใครก็สามารถถูก “แฮกเกอร์” ได้ โดยเฉพาะการดำเนินชีวิต ในยุคดิจิทัลแบบนี้!!
นาวาอากาศเอก อมร ชมเชย รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัย ไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) บอกว่า ปัจจุบันภาคการเงิน ถือเป็นเซ็กเตอร์ที่เหล่ามิจฉาชีพให้ความสนใจแฮกมากที่สุด เนื่องจาก หากทำสำเร็จก็เข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายและมีโอกาสได้เงินแน่นอน ซึ่งแฮกเกอร์ส่วนใหญ่จะทำเพื่อเงิน ไม่ได้ทำเพื่อความสนุก ขณะที่การใช้วิธีเรียกค่าไถ่ข้อมูลโดยใช้แรนซัมแวร์ อาจจะไม่ได้เงิน เพราะไม่รู้ว่าเจ้าของข้อมูล ที่ถูกแฮกจะยอมจ่ายหรือไม่

อย่างไรก็ตามในปัจจุบันสถาบันการเงินหรือธนาคารต่างๆ ก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการป้องกัน ทั้งการลงทุน ในเรื่องระบบ และบุคลากรที่เชี่ยวชาญและฝึกฝนมาอย่างดี ทำให้เฝ้าระวังและป้องกันเหตุได้ดี จนถือว่าเป็นภาคธุรกิจ ที่มีความเข้มแข็ง ในเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้อย่างมาก เพราะหากมีปัญหาขึ้นมาอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนได้
“ในต่างประเทศก็มีการเกิดเหตุลักษณะนี้ ที่ทราบข้อมูลมาในบ้างประเทศมีมูลค่าความเสียหายสูงถึง พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งกรณีในไทยเมื่อธนาคารพบความผิดปกติ ก็รีบตรวจสอบและแจ้งให้ลูกค้าทราบ พร้อมรับผิดชอบเยียวยาวลูกค้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่กระทบความเชื่อมั่น อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้จะทำให้ ผู้ใช้บริการออนไลน์ต่างๆ เช่น โมบายแบงกิ้ง มีความตื่นตัวมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันหลายๆ ธนาคารเมื่อมีการล็อกอินเข้าใช้ ก็จะมีอีเมลมาแจ้งทันทีแม้จะยังไม่มีการทำธุรกรรมใดๆ ซึ่งจะช่วยให้คนสนใจ ตรวจสอบการใช้งานของตนเองมากขึ้น ว่าได้มีการล็อกอินเข้าใช้หรือไม่”
ทั้งนี้เมื่อถามว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในอนาคต?
นาวาอากาศเอก อมร บอกว่า คำว่าจะไม่โดนโจมตีอีก หรือปลอดภัย 100% ไม่มีใครรับประกันให้กับใครได้ เพราะหากไม่เกิดแบบนี้ ก็อาจจะเกิดการโจมตีในรูปแบบอื่นๆได้ สิ่งจำเป็นคือการเฝ้าระวังอยู่ตลอดเวลา หากเกิดสิ่งผิดปกติ ก็ต้องมีแผนว่าจะรับมืออย่างไร หรือระงับเหตุได้เร็ว ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงน้อยที่สุด และอยู่ในจุดที่ยอมรับได้

ซึ่งในส่วนของธนาคารก็มีการเฝ้าระวังทั้งเรื่องการโจมตีทางไซเบอร์ และในเรื่องหลอกลวงทำธุรกรรม ที่ผิดกฎหมายด้วยอย่างดี และเชื่อว่าจะมีการยกระดับให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้นอีกแน่นอนก็จะทำให้ความเสี่ยงลดน้อยลง
แล้วในฐานะประชาชนคนธรรมดา เราจะหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อได้อย่างไรนั้น?? นาวาอากาศเอก อมร บอกว่า ทุกวันนี้โลกเปลี่ยนไป การจะไม่ใช้บริการธนาคารเลย หรือต้องถือสมุดบัญชีไปธนาคารทุกครั้งเมื่อต้องทำธุรกรรม คงทำไม่ได้และไม่สะดวก ทุกคนต้องมีพื้นฐานหรือพยายามศึกษาในการป้องกันตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ โทรศัพท์มือถือ ควรมีการตั้งรหัสเข้าใช้ ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเอาโทรศัพท์มือถือเราไปใช้ได้ และในการทำธุรกรรมออนไลน์ใดๆ หรือแอพต่างๆ ควรมีการใช้ระบบยืนยันตัวตนสองครั้ง
สิ่งที่เป็นพื้นฐานและเป็นทักษะที่ทุกคนต้องมี คือ เรื่องการตั้งพาสเวิร์ดไม่ควรใช้พาสเวิร์ดแบบเดียวกัน ในการ ล็อกอินทุกบริการ ไม่ควรเน้นความสะดวกมากไป เพราะมีโอกาสที่พาสเวิร์ดจะรั่วที่จุดใดจุดหนึ่ง และแฮกเกอร์จะ สามารถนำไป ใช้ล็อกอินบริการออนไลน์อื่นๆของเราได้

ไม่ควรจดพาสเวิร์ดไว้ในโน้ตหรือบันทึกในโทรศัพท์มือถือ ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงได้ง่าย นอกจากนี้อย่าใช้ โปรแกรมหรือแอพพลิเคชั่นเถื่อน หากไม่ได้ตรวจสอบหรือระมังระวังก็มีโอกาสที่ จะเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพ จะเข้าถึงข้อมูลของเราได้
“สิ่งสำคัญอีกอย่างจะต้องอัพเดทระบบระบบความปลอดภัยของโทรศัพท์มือถือเสมอเมื่อเครื่องเตือนให้อัพเดท และหากต้องผูกบัตรเครดิตหรือเดบิตกับบริการออนไลน์ต่างๆ ควรจะมีการจำกัดวงเงิน หรือหากเป็นบัตรเดบิต ต้องมียอดเงินในบัญชีไม่สูงมากที่เราจะยอมรับความเสี่ยงได้หากถูกแฮกไป และต้องไม่ใช้บัญชีเดียว เป็นทั้งบัญชีเงินเดือน และเงินออม เพราะต่อให้ไม่มีเหตุการณ์ณ์แบบนี้ก็อาจจะมีภัยคุกคาม หรือการโจมตีแบบอื่นๆ ที่นำเงินออกจาก กระเป๋าเราได้” รองเลขาฯ สกมช. กล่าว
ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ได้ความความตื่นตัวให้กับทุกฝ่าย แต่สุดท้ายแล้วเราต้อง “ตระหนัก” แต่อย่า “ตระหนก” จนไม่ยอมรับเทคโนโลยีที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา.
จิราวัฒน์ จารุพันธ์



