สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก เมื่อวันที่ 9 พ.ย. ว่า การที่ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เมื่อวันที่ 5 พ.ย. ที่ผ่านมา ปรากฏว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับชัยชนะ และเตรียมกลับมาดำรงตำแหน่งเป็นสมัยที่สอง ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในยุโรปว่า การที่ทรัมป์มีจุดยืนชัดเจนว่า “ไม่เอา” สงครามระหว่างยูเครนกับรัสเซีย อาจนำไปสู่การยุติมอบความสนับสนุนทางทหาร ซึ่งอาจกลายเป็นความเสี่ยงให้ความมั่นคงของยุโรป “ต้องสั่นคลอน”
งานวิจัยระบุว่า สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ซึ่งเปิดฉากเมื่อวันที่ 24 ก.พ. 2565 เผยจุดอ่อนหลายประการในด้านความสามารถในการป้องกันตนเองของยุโรป ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศของสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ในยุโรปของปีนี้ สูงขึ้นเกือบ 50% เมื่อเทียบกับปี 2557 ซึ่งเป็นปีที่รัสเซียผนวกไครเมีย
กองทัพของทุกประเทศในยุโรปยังคงต้องพึ่งพาสหรัฐ ในระดับที่แตกต่างกันไป ขณะที่คลังอาวุธของยุโรปหมดลง หลังการตัดสินใจทางการเมือง ในช่วงสิ้นสุดสงครามเย็น และในช่วงทศวรรษต่อมา อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศในยุโรปก็หดตัวลงเช่นกัน
‘Many European armed forces can’t recruit or retain enough people, which is compounded by demographics that reduce the number of potential recruits, and forces have to compete with the private sector for the best ones’ | Ben Barry #IISSPDS24 https://t.co/J10GWIYNcu pic.twitter.com/H7pxypietj
— IISS News (@IISS_org) November 8, 2024
อย่างไรก็ตาม การผลิตในบางภาคส่วน เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศและปืนใหญ่ ขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ปี 2565 เพื่อตอบสนองความต้องการของยูเครน เช่น อัตราการผลิตกระสุนขนาด 155 มม. ต่อปีทั่วโลกของบริษัทผลิตอาวุธ ’ไรนน์เมทัลล์‘ ของเยอรมนี เพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า หรือ 700,000 นัด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลในยุโรปซื้ออาวุธจากผู้ผลิตในประเทศของตัวเองมากขึ้น เนื่องจากประเทศสมาชิกนาโต ใช้เงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณ ไปกับระบบป้องกันภัย นับตั้งแต่สงครามปะทุในยูเครน โดยในจำนวนนี้เป็นการจ่ายให้กับระบบป้องกันประเทศของสหรัฐถึง 34%
แม้การผลิตอาวุธและกระสุนจะเพิ่มมากขึ้น แต่ประเทศต่าง ๆ ทั่วทั้งยุโรป กำลังประสบปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางทหาร “กองกำลังติดอาวุธหลักของยุโรปยังคงมีกำลังพลไม่เพียงพอ และมีจำนวนการสูญเสียมากขึ้น อย่างไรก็ตาม กองทัพกลับยังไม่สามารถสร้างแรงจูงใจเพียงพอ ที่จะดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้เข้าร่วม” ไอไอเอสเอส กล่าวในรายงาน.
เครดิตภาพ : AFP



