นายสันติสุข คล่องใช้ยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) และ บจ.ไทยแอร์เอเชีย(TAA)  เปิดเผยว่า ผลประกอบการประจำไตรมาส 3 ปี 67 AAV มีรายได้รวม 15,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสุทธิ 3,446 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากขาดทุนสุทธิ 1,695 ล้านบาท หากไม่รวมกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน กำไรจากการดำเนินงานหลักจะอยู่ที่ 57 ล้านบาท ปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากขาดทุน 1,044 ล้านบาท อย่างไรก็ตามในไตรมาส 3 สถานการณ์การท่องเที่ยวของไทยยังคงปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องทั้งตลาดภายในประเทศ และระหว่างประเทศ

นายสันติสุข กล่าวต่อว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยเพิ่มจาก 7.1 ล้านคนในไตรมาส 3 ของปีก่อน มาอยู่ที่ 8.6 ล้านคนในปีนี้ ซึ่ง 40% เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน มาเลเซีย และอินเดีย ซึ่งหากเปรียบเทียบกับไตรมาส 2 อาจมีช่วงชะลอตัวจากนอกฤดูกาลท่องเที่ยวบ้าง โดยไตรมาส 3 TAA ขนส่งผู้โดยสารรวม 4.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงอัตราขนส่งผู้โดยสารในระดับสูงที่ 90% ราคาตั๋วเฉลี่ยภายใน และระหว่างประเทศอยู่ที่ 1,847 บาท เติบโต 7% รวมทั้งรับเครื่องบินแอร์บัส A321neo เพิ่ม 2 ลำ ทำให้มีฝูงบินรวม 59 ลำ

นายสันติสุข กล่าวอีกว่า สำหรับตลาดภายในประเทศ TAA ยังรักษามาตรฐานการให้บริการได้ดี โดยมีส่วนเเบ่งการตลาดอันดับหนึ่งที่ 39% และอัตราขนส่งผู้โดยสารสูง 93% โดยไตรมาสที่ 3 TAA ได้เปิดบินเส้นทาง สุวรรณภูมิ-หาดใหญ่เพิ่ม เพื่อจับตลาดนักท่องเที่ยวที่เดินทางทั้งจากสนามบินดอนเมือง และสุวรรณภูมิ และเริ่มให้บริการเส้นทางใหม่ ดอนเมือง-ลำปาง ในช่วงต้นเดือน ต.ค.67 ได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนตลาดระหว่างประเทศ TAA มีอัตราการขนส่งผู้โดยสารที่ 84% เน้นทำการบินในเส้นทางที่มีผลตอบแทนที่ดี พร้อมเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินไปยังประเทศจีน อินเดีย และเส้นทางสิทธิเสรีภาพการบินที่ 5 (Fifth Freedom) จากไต้หวันไปญี่ปุ่น

โดยในไตรมาสนี้ TAA เปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์จากดอนเมืองไปยังปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และติรุจิรัปปัลลิ ประเทศอินเดีย นอกจากนี้ตลาดอาเซียนโดยเฉพาะเวียดนาม ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเส้นทางล่าสุด ดอนเมือง-ฟูก๊วก ที่ TAA เพิ่งเริ่มทำการบินในช่วงปลายเดือน ต.ค.67 อย่างไรก็ตามการบริหารจัดการเครื่องบินยังคงมีความท้าทายหลายประการ ปัจจุบันเราทำการปฏิบัติการบินด้วยเครื่องบิน 50 ลำ จากฝูงบินทั้งหมด 59 ลำ ซึ่งมีส่วนทำให้อัตราความตรงต่อเวลาลงมาอยู่ที่ 83% ซึ่งต้องเร่งนำเครื่องบินกลับมาปฏิบัติการบินให้ได้มากที่สุด เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเดินทาง และมาตรฐานความตรงต่อเวลาระดับสูงของสายการบิน

นายสันติสุข กล่าวด้วยว่า สำหรับผลประกอบการสรุปรวม 9 เดือน ปี 67 AAV มีรายได้รวม 38,732 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน EBITDA อยู่ที่ 6,775 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 72% และรายงานกำไรสุทธิที่ 3,121 ล้านบาท เทียบกับขาดทุนสุทธิ 2,348 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน (กำไรจากการดำเนินงานหลักอยู่ที่ 1,552 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 1,035 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยขนส่งผู้โดยสารรวม 15.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11% และอัตราขนส่งผู้โดยสารอยู่ที่ 91%

นายสันติสุข กล่าวอีกว่า ไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นฤดูท่องเที่ยวทั้งเส้นทางบินภายในประเทศ และระหว่างประเทศเชื่อมั่นว่าปีนี้จะเป็นปีที่ดีของบริษัท ทั้งด้านผลประกอบการจากรายได้การขาย และบริการที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 20-23% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนยอดผู้โดยสารตลอดทั้งปีคาดเป็นไปตามเป้าหมายที่ 20-21 ล้านคน พร้อมเตรียมรับเครื่องบินลำใหม่เพิ่มอีก 1 ลำในเดือน พ.ย.นี้ รวมเป็นฝูงบิน 60 ลำ ณ สิ้นปี และกลับมาขยายฝูงบินในระดับปกติต่อเนื่องในปีหน้า พลิกฟื้นผลการดำเนินงานกลับมาเป็นสายการบินที่เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป.