เมื่อวันที่ 19 ก.พ. พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าการยกระดับคุณภาพการศึกษาตามโครงการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ พิซา ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีการอบรมสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ในระดับเขตพื้นที่ จำนวน 245 เขตพื้นที่ 78 ห้องเรียน มีกลุ่มเป้าหมายจำนวนทั้งสิ้น 445,624 คน โดยในส่วนของการพัฒนาข้อสอบดังกล่าวมอบหมายให้ สพฐ.ไปดูด้วยว่า ผู้เข้าอบรมได้นำชุดข้อสอบตามแนวทางพิซาไปขยายผลหรือจัดทำเป็นข้อสอบให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หรือไม่  ขณะเดียวกันได้วางแผนจัดทำชุดพัฒนาความฉลาดรู้สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อสอนเสริมเพิ่มพูนในรูปแบบ Anywhere Anytime นอกจากนี้จะมีการจัดเตรียม Computer Summer Camp 2025 ส่งเสริมการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้รูปแบบ Anywhere Anytime ช่วงระหว่างเดือน มี.ค.-พ.ค. 2568 ด้วย ซึ่งในเรื่องของการจัดค่ายคอมพิวเตอร์ตนอยากให้ครอบคลุมไปถึงโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลด้วย เพราะเราจะต้องสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนรักที่จะทดสอบตัวเอง เพื่อจะให้รู้สมรรถนะของตัวเองว่ามีความพร้อมขนาดไหน หรือยังขาดทักษะอะไรอีกบ้าง

รมว.ศธ.กล่าวต่อไปว่า  นอกจากนี้ในส่วนของการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ตนได้มอบสถาบันทดสอบทางการศึกษา (สทศ.) ไปจัดทำข้อมูลการสอบโอเน็ตของปี 2568 ซึ่งพบว่า มีนักเรียนสมัครเข้าทดสอบโอเน็ตเป็นจำนวนมาก เช่น นักเรียนประสงค์ไม่สมัครใจเข้าทดสอบแต่เปลี่ยนใจมาลงทะเบียนสอบภายหลัง เป็นต้น อีกทั้งยังพบยอดนักเรียนที่แจ้งสมัครสอบแล้วแต่ไม่มาเข้าทดสอบลดลงกว่าปีที่ผ่านมาด้วย ดังนั้นตนขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่ช่วยรณรงค์ให้นักเรียนเข้ามาทดสอบโอเน็ตได้เกินเป้าหมายที่เราวางไว้ เพราะตนเชื่อว่าผลคะแนนทดสอบโอเน็ตจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษา

“ในการประชุมดังกล่าวยังได้รายงานการติดตามเด็กนอกระบบการศึกษาเชิงระบบ (THAILAND Zero Dropout)  โดยข้อมูลเด็กวัยเรียนที่อยู่นอกระบบการศึกษา ภาคบังคับอายุ 6-15 ปี  เป็นข้อมูลในวันที่ 3-17 ก.พ. 2568 จำนวนเด็กนอกระบบการศึกษา 1,025,514 คน ติดตามแล้ว 976,123 คน และสามารถนำเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา 321,765 คน  ยังไม่ได้ติดตาม 49,391 คน  ซึ่งการติดตามเด็กวัยเรียนภาพรวมเพิ่มขึ้น 95,038 คน ดังนั้นภาพรวมเด็กหลุดระบบการศึกษาที่ตามหาจนเจอครบ 100% มีทั้งหมด 40 จังหวัด แต่ในจำนวนนี้ มี 9 จังหวัดไม่ใช่ตัวแปรสำคัญที่จะนำร่องตามโครงการนี้ สำหรับการแก้ปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษาจากนี้ไปจะมีการส่งต่อเด็กไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น เด็กมีความบกพร่องทางร่างกายก็จะส่งต่อไปให้หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น เพราะที่ผ่านมาการปูพรมให้ครูออกติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษานั้น ส่งผลให้การเรียนการสอนเสียหาย ซึ่งจากนี้ไปเราจะวางโมเดลการติดตามเด็กหลุดระบบการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางส่งข้อมูลให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย รับไม้ต่อไปดูแล เนื่องจากเห็นว่าการตามเด็กตกหล่นจะอยู่ในความดูแลของฝ่ายปกครองในพื้นที่แบบบูรณาการ โดยจากนี้ไปหน้าที่ของ ศธ.จะดูแลเฉพาะการเรียนการสอนให้แก่นักเรียนเท่านั้น” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว