นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยในงานสัมมนา ‘Trust Thailand : เชื่อมั่นประเทศไทย’ จัดโดยหนังสือพิมพ์มติชน ว่า ปัจจุบันดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญยิ่งกว่าถนน แม่น้ำ หรือสะพาน เวลานี้ตัวเลขของการใช้อีเพย์เมนต์ในประเทศไทยอยู่ที่ 8 ล้านล้านบาทต่อปี ส่วนมูลค่าของอีคอมเมิร์ซ อยู่ที่ประมาณ 6 ล้านล้านบาทต่อปี เมื่อเทียบกับงบประมาณของราชการปัจจุบันที่อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านล้านบาทต่อปีเท่านั้น เรื่องดิจิทัลของไทยถือว่าอยู่ในระดับดี
โดยปัจจุบันมีการวัดความสามารถในการแข่งขันด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยอยู่ในการจัดอันดับในระดับกลาง ๆ ซึ่งหน่วยงานที่วัดและได้รับความเชื่อถือมากที่สุดในปัจจุบัน คือ ไอเอ็มดี ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งอยู่ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และมีการวัดต่อเนื่องกันมาหลายปี โดยมีประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมประมาณ 60-70 ประเทศ ประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 37 ซึ่งเราตั้งเป้าว่าจะขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 30 ที่อยู่เหนือระดับท็อปของโลกที่สามารถแข่งขันได้
นายวิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า สำหรับ 3 กรอบหลัก ในการพิจารณาจัดอันดับ คือ 1. องค์ความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งประเทศไทยยังมีช่องว่างที่ต้องพัฒนา 2. ความสามารถด้านเทคโนโลยี วัดว่าประเทศมีโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีเพียงพอหรือไม่ ทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มต่าง ๆ ที่น่าเชื่อถือ และ 3.ความพร้อมสำหรับอนาคต มีความสามารถในการปรับตัวและใช้เทคโนโลยีในอนาคตเพียงพอหรือไม่
“เมื่อพิจารณาทั้งสามกรอบนี้ จะพบว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นรองใคร โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี เรามีการลงทุนสูงในโครงสร้างพื้นฐาน เช่น อินเทอร์เน็ต และมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ ที่เป็นศูนย์กลางของอาเซียน และมีศักยภาพที่จะเป็น ดาต้า เซ็นเตอร์ ฮับ ของภูมิภาค ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้ชักชวนให้มีการลงทุนในดาต้า เซ็นเตอร์ทั้งนักลงทุนในและต่างประเทศ เนื่องจากการใช้ดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็ว”
นายวิศิษฏ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้รัฐบาลมีนโยบาย คลาวด์ เฟิร์ส เพื่อผลักดันให้การทำงานของภาครัฐย้ายไปอยู่บน คลาวด์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนด้านไอทีของภาครัฐ และเพิ่มความปลอดภัยด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้ ปัจจุบันได้มีการกำหนดบริการคลาวด์ ต้องตั้งอยู่ในประเทศไทยเพื่อความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งขณะนี้หลายกระทรวงได้ยกระดับเป็นรัฐบาลดิจิทัล ใช้ระบบเปเปอร์เลส หรือ ไร้กระดาษ รวมถึงการใช้ซอฟต์แวร์ แอส อะ เซอร์วิส ซึ่งช่วยให้ข้าราชการทำงานได้จากทุกที่ นอกจากนี้มีการใช้ ดิจิทัล ไอดี ซึ่งปัจจุบันมีประชาชนไทยถือ ดิจิทัล ไอดี มากกว่า 30 ล้านคน ระบบนี้ช่วยให้ประชาชนสามารถยืนยันตัวตนและทำธุรกรรมกับภาครัฐผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย ทำให้การติดต่อราชการสะดวกและรวดเร็วขึ้น ในด้านของดิจิทัลวอลเล็ต และ อีเพย์เมนต์ นั้น ประเทศไทยกำลังก้าวไปสู่สังคมไร้เงินสด แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องมีระบบที่ป้องกันการไหลเวียนของเงินออกไปสู่ตลาดใต้ดิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
“สุดท้ายแล้วอยากเน้นย้ำว่าการพัฒนา ดิจิทัล อีโคโนมี ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังเกี่ยวข้องกับ ดิจิทัล ลิทเทอเรซี และ ดิจิทัล เวิร์คโฟร์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะของประชาชนให้สามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลไทยกำลังเดินหน้าไปสู่ ดิจิทัล ไทยแลนด์ และมั่นใจว่าภายใน 4-5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนของ รัฐบาลดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลที่เข้มแข็งขึ้น” นายวิศิษฏ์ กล่าว



