The Guardian สหราชอาณาจักร รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ได้ถอนตัวจากกองทุน ‘Loss and Damage’ ซึ่งเป็นกองทุนระดับโลกที่จัดตั้งขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP28) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
กองทุน ‘Loss and Damage’ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติสภาพอากาศ แม้ว่าประเทศเหล่านี้จะมีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยที่สุดก็ตาม กองทุนที่ว่านี้เกิดขึ้นจากการเจรจามาอย่างยาวนานระหว่างประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งมีประวัติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก และประเทศกำลังพัฒนาที่ต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่อาจแก้ไขได้จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เช่น ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ความแห้งแล้ง ภัยแล้ง และอุทกภัย
จนเมื่อปลายปี 2023 ‘Loss and Damage’ ก็ได้รับการรับรองในที่ประชุม COP28 ก่อนที่กองทุนเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 มกราคม 2024 โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ให้คำมั่นว่าจะสนับสนุนเงินจำนวนกว่า 17.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 13.5 ล้านปอนด์
อย่างไรก็ตาม จากล่าสุดที่ ‘เรเบคก้า ลอว์เลอร์’ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สหรัฐฯ ได้ส่งจดหมายแจ้งว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ถอนตัวจากคณะกรรมการบริหารกองทุนดังกล่าว โดยมีผลทันทีนั้น ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเป็นวงกว้างจากนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม
‘โมฮาเหม็ด อะโดว์’ นักวิเคราะห์นโยบายด้านสภาพภูมิอากาศและผู้อำนวยการองค์กร Power Shift Africa ได้ให้ความเห็นว่า การกระทำครั้งนี้ของสหรัฐฯ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่งต่อประชาคมโลก และยังเป็นการทำลายความไว้วางใจต่อการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรับมือกับปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ
เช่นเดียวกันกับ ‘เรเชล โรส แจ็คสัน’ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยขององค์กร Corporate Accountability ก็ได้มีการกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้สหรัฐฯ จะไม่เคยออกโรงว่าเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง แต่การถอนตัวในครั้งนี้เปรียบเสมือนการจุดชนวนระเบิดเวลาที่จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโลกทั้งใบ
ด้าน ‘อาลี โมฮาเหม็ด’ ประธานกลุ่มผู้เจรจาต่อรองด้านสภาพภูมิอากาศของแอฟริกา เสริมว่า สหรัฐฯ ในฐานะประเทศที่มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด กำลังบั่นทอนความช่วยเหลือที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มประเทศเปราะบาง ซึ่งกำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มิหนำซ้ำ ประเทศเหล่านี้มักเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ทั้งๆ ที่พวกเขามีส่วนในการสร้างปัญหาน้อยที่สุด
เงินในกองทุนช่วยเหลือที่ยังไม่เพียงพอ
ปัจจุบันมี 27 ประเทศ ที่ได้ให้คำมั่นในการสนับสนุนกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน โดยมีมูลค่ารวมกว่า 741 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม จำนวนเงินดังกล่าวคิดเป็นเพียง 0.2% ของมูลค่าความเสียหายที่ประเทศกำลังพัฒนาต้องเผชิญในแต่ละปี ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่เพียงพออย่างยิ่งในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
“การกระทำของสหรัฐฯ เป็นการขัดขวางความก้าวหน้าในการจัดหาเงินทุนเพื่อแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ และยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะผู้นำระดับโลกด้านสิ่งแวดล้อมอีกด้วย” ‘ฮาร์จีต ซิงห์’ นักเคลื่อนไหวด้านสภาพภูมิอากาศ กล่าว
ท่าทีของสหรัฐฯ ต่อความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อม
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทรัมป์นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม โดยก่อนหน้านี้ในปี 2015 เขาก็ได้ประกาศถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ซึ่งต่อมาปี 2021 รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘โจ ไบเดน’ ก็ได้นำสหรัฐฯ กลับเข้าสู่ข้อตกลงดังกล่าว ทว่าสถานการณ์กลับยื้อยุดฉุดกระชากไปมา เมื่อทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง เขาก็ได้ประกาศถอนตัวจากข้อตกลงปารีสอีกเป็นหนที่สอง โดยให้เหตุผลว่าข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นธรรมและสร้างความเสียเปรียบให้กับสหรัฐฯ
“สหรัฐฯ จะไม่ยอมเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ ในขณะที่จีนซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงสุดในปัจจุบัน กำลังปล่อยมลพิษโดยไม่ถูกตรวจสอบ” ทรัมป์ กล่าว
แม้ว่าที่ผ่านมา สหรัฐฯ จะประสบความสำเร็จในการลดการใช้ถ่านหิน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณสูง แต่ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ กลับกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของโลก ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวสวนทางกับเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างชัดเจน ในขณะที่โลกกำลังเผชิญกับภาวะโลกร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น สหรัฐฯ เองก็ต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงและถี่ขึ้นเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นไฟป่าครั้งใหญ่ในลอสแองเจลิส หรืออุทกภัยในฟลอริดาและพื้นที่ทางตอนใต้ของเทือกเขาแอปพาเลเชียน ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ นโยบายของทรัมป์ เช่น การส่งเสริมการขุดเจาะน้ำมัน การลดบทบาทของหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม และการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากรที่อาจนำไปสู่สงครามการค้า ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนของสหรัฐฯ ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างความยั่งยืนด้านพลังงานในระยะยาว
ผลกระทบต่อไทย-มุมมองต่อการขับเคลื่อนประเด็นสภาพภูมิอากาศ
ประเทศไทยในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ย่อมได้รับผลกระทบทางอ้อมจากการถอนตัวของสหรัฐอเมริกาออกจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากกองทุน Loss and Damage แม้ว่าประเทศไทยจะไม่ใช่ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อเทียบกับประเทศในแอฟริกาหรือหมู่เกาะขนาดเล็ก แต่ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น เช่น น้ำท่วม พายุ และคลื่นความร้อน
การที่ประเทศพัฒนาแล้วลดบทบาทในการสนับสนุนทางการเงิน อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถของประเทศกำลังพัฒนาในการรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังต้องเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด ซึ่งต้องอาศัยเงินทุนจำนวนมาก
ดังนั้น จึงควรให้ความสำคัญกับการพัฒนานโยบายด้านพลังงานที่ยั่งยืน ส่งเสริมการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และเรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วแสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีตอย่างเป็นธรรม แม้ว่าการถอนตัวของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่ไทยเราเองยังสามารถร่วมมือกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศได้



