จากกรณีที่ ดาราสาว “ดิว อริสรา” ที่ยืมของจาก “มาดามเมนี่” หรือ “ดร.เมย์ วาสนา” ไม่ว่าจะเป็นสร้อยคอ นาฬิกา และกระเป๋า โดยมาดามเมนี่เข้าใจว่า ดิว ยืมของเพื่อเอาไปวางค้ำประกัน ให้ “ซุง” (เจ้าหนี้ของดิว) สบายใจ จนมารู้ว่าของถูกนำไปขาย จำนำเปลี่ยนเป็นตัวเงินหมดแล้ว ซึ่งรวมมูลค่าของทั้งหมดปาไป 62 ล้านบาท ต่อมาความคืบหน้าล่าสุดในรายการ “โหนกระแส” โดย “ดิว อริสรา” ได้โฟนอินเข้ามาชี้แจงมุมของเธอ
จนกระทั่ง ในรายการโหนกระแส ซึ่งมีผู้ดำเนินรายการอย่าง “กรรชัย กำเนิดพลอย” ได้แขกรับเชิญในรายการอย่าง คุณซุง หรือ “ศตาวิน นาคทองเพชร” ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ดัง และ ทนายตั้ม หรือ “เกรียงไกร อินทจันทร์” รวมทั้ง “คุณปอม” ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัท แบรนด์เนม มันนี่ จำกัด ที่จะมาร่วมพูดคุยถึงเรื่องราวดราม่าร้อน อย่าง “ดิว อริสรา” ติดหนี้ “ซุง ศตาวิน” รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ว่ามีที่มาอย่างไร และที่น่าเซอร์ไพร้ส์สุดคือ “หนุ่ม กรรชัย” โชว์สร้อยเพชร 26 ล้านกลางรายการ ตามที่ข่าวเสนอไปก่อนหน้านี้
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พบว่ามีเรื่องของข้อกฎหมายเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของการ “ยักยอกทรัพย์” และ “รับซื้อของโจร” หากเข้าข่ายความผิดจะมีฐานความผิดดังนี้
ความผิดฐานยักยอก = แอบเอา
ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ จะต้องพิจารณาว่าทรัพย์นั้นอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำความผิดหรือไม่ หากทรัพย์อยู่ในความครอบครองแล้วมีการเบียดบังโดยทุจริตก็เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
“การได้มาซึ่งครอบครอง” เช่น การมอบของให้ไปขาย/ การมอบเงิน-มอบอำนาจให้ไปใช้ชำระหนี้ ไปซื้อของ ไปฝากเข้าบัญชี/ ผู้รับจำนำ/ ผู้เช่าซื้อ/ ผู้เช่าทรัพย์/ ผู้รับฝากทรัพย์
“เบียดบัง” คือ แสดงตนว่าเป็นเจ้าของทรัพย์
ยักยอกทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ระบุว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
ตัวอย่าง การครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น หรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยเจตนาทุจริต
คดีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ต้องแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนดำเนินคดี หรือฟ้องร้องคดีอาญาเองภายใน 3 เดือนนับแต่วันรู้ว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและรู้ตัวผู้กระทำความผิด
แต่ถ้ารู้เมื่อพ้นกำหนด 10 ปีนับแต่วันเกิดเหตุแล้ว ก็ดำเนินคดีไม่ได้ เพราะคดีขาดอายุความ
คดียักยอกทรัพย์เป็นความผิดอาญาต่อส่วนตัว หรือความผิดอันยอมความได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 356
ส่วนความผิดฐาน “รับของโจร”
คือ ผู้ใดช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำหรือรับไว้โดยประการใดซึ่งทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิด ถ้าความผิดนั้น เข้าลักษณะลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ฉ้อโกง ยักยอก หรือเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานรับของโจร
- ต้องมีการกระทําความผิดมูลฐาน (9 ฐานความผิด) สําเร็จก่อน จึงจะมีการกระทําความผิดฐานรับของโจรต่อไปได้
- ความผิดฐานรับของโจร “ต้องรู้ข้อเท็จจริง” ว่าทรัพย์ที่ได้มานั้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิด
การจะรู้หรือไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือ มีเจตนารับของโจรหรือไม่นั้น ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์ต่างๆ เช่น ราคาทรัพย์สินที่รับซื้อมาต่ำผิดปกติหรือไม่ หรือมีรอยมีร่องรอยการโจรกรรม เช่น รถมอเตอร์ไซค์ซื้อมามีรอยงัดเบ้ากุญแจ ไม่มีแม่กุญแจ มีการตีเลขทะเบียนปลอม มีราคาถูกกว่าท้องตลาดมากทั้งๆ ที่มีราคาแพง มีการเปลี่ยนแปลงสภาพของทรัพย์อย่างมีนัย อาวุธปืนที่ซื้อมามีการขูดลบเลขทะเบียน ผู้ขายทรัพย์ซึ่งมีทะเบียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนมาแสดง เป็นต้น เช่นนี้ ผู้ที่รับซื้อหรือรับทรัพย์นั้นมาย่อมจะต้องรู้ได้ว่าทรัพย์สินนั้นน่าจะเป็นของที่ได้มาโดยผิดกฎหมาย
โทษของผู้กระทำความผิดฐานรับของโจร : รับโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ.



