จากมุมมองของผู้คลุกคลีปัญหาสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม นายสุรพงษ์ กองจันทึก อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความฯ เผยข้อห่วงใยเหยื่อสแกรมเมอร์และเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ยังตกค้าง รอการช่วยเหลืออีกหลายพันคน ขณะที่กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) และกองกำลังกะเหรี่ยงพุทธประชาธิปไตย (DKBA) ไม่สามารถให้การช่วยเหลือดูแล เพราะอ้างเรื่องงบประมาณ

ดังนั้น มองว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะรัฐบาลเมียนมา หรือไทย รวมถึงรัฐบาลประเทศต้นทางของคนเหล่านี้ ควรรีบรับตัวส่งกลับ อย่างไรก็ตาม การมีท่าทีชัดเจนของทางการไทยว่าไม่มีนโยบายให้คนกลุ่มนี้เข้าพักในประเทศ ส่งผลให้กระบวนการส่งกลับมีช่องทางน้อยลง

“การที่ไทยมีนโยบายไม่ให้มาพักในประเทศ ทำให้การช่วยเหลือจากประเทศต้นทางมีช่องทางน้อยลง เพราะไม่สามารถกลับทางเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เหมือนการเดินทางมาได้อย่างปกติ แต่ต้องนำเครื่องบินมาเองลงที่สนามบินแม่สอด จ.ตาก เมื่อเหยื่อข้ามแดนก็นำขึ้นเครื่องบินกลับโดยทันที”

จากข้อมูลข้างต้น นายสุรพงษ์ มองว่ายิ่งทำให้หลายประเทศที่ไม่มีความพร้อม ไม่สามารถรับคนของตนเองกลับประเทศได้ ซึ่งคาดว่ามีผู้รอเดินทางกลับต้นทางอีกราว 7,000 คน จาก 28 ประเทศ และก็ยังมีกลุ่มตกค้างอีกหลายหมื่นคนที่ BGF และ DKBA อ้างว่ายังไม่ได้ช่วยออกมาได้ เพราะเท่าที่ช่วยมาแล้วก็ยังไม่มีการรับตัวกลับไปประเทศต้นทาง

ขณะเดียวกัน ฉายภาพไทยที่เป็นพื้นที่ของการเดินทางผ่านไปยังประเทศต่างๆ ที่เห็นชัดเจนคือการเดินทางเข้าไทยของชาวโรฮีนจาที่ต้องการไปทำงานยังมาเลเซีย ต่อมาพบมีขบวนการค้ามนุษย์ไปหลอกลวงชาวโรฮีนจาในเมียนมา และบังกลาเทศเข้ามาทำงานในไทย โดยมีทั้งเรียกรับผลประโยชน์และการทรมาน

จากนั้นยังมีขบวนการค้ามนุษย์ชาวอุยกูร์ที่ต้องการลี้ภัยจากจีนไปตุรกี ก็ใช้วิธีหลอกเดินทางผ่านไทยโดยเรียกรับผลประโยชน์ ก่อนต่อมาในปี 58 มีการส่งชาวอุยกูร์บางส่วนไปให้จีน เรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ จนไม่มีการส่งกลับไปอีกกระทั่งวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งยังเป็นการดำเนินการอย่างลับๆ อ้างเป็นความสมัครใจ มีการรับรองความปลอดภัย

นายสุรพงษ์ มองการส่งอุยกูร์ที่เหลือออกนอกประเทศ และการไม่รับเหยื่อสแกมเมอร์เข้าพักในไทย ทั้ง 2 ประเด็นนี้ ทำให้เหยื่อไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างถูกต้อง พร้อมมองเป็นการตัดตอนการค้ามนุษย์ที่ดำเนินการอย่างผิดกฎหมายมาตลอด เพราะเมื่อไม่มีเหยื่อมายืนยัน ก็ไม่มีการค้ามนุษย์ในไทย

ดังนั้น ย้ำว่าประเด็นเหล่านี้ รัฐบาลจำเป็นต้องปราบปรามและป้องกัน เพื่อให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และไม่มีการค้ามนุษย์เกิดขึ้นอีก

“การสืบสวนสอบสวนหาขบวนการค้ามนุษย์ทั้งในอุยกูร์และเหยื่อสแกมเมอร์ เช่นเดียวกับที่เคยทำได้ดีในการดำเนินคดีกับขบวนการค้ามนุษย์โรฮีนจา โดยเฉพาะเหยื่อสแกมเมอร์ต้องเข้ามาสู่กระบวนการตรวจสอบตามกฎหมายของไทย เพื่อให้เหยื่อได้รับการคุ้มครอง และนำไปสู่การเล่นงานขบวนการค้ามนุษย์”

พร้อมตั้งข้อสังเกต แม้ตกเป็นกระแสข่าวดังมานาน แต่กลับยังไม่เห็นความคืบหน้าการดำเนินคดีกับขบวนการค้ามนุษย์ในไทยเลย

นายสุรพงษ์ ย้ำรัฐบาลต้องให้เหยื่อเหล่านี้กลับมาไทย เพราะคนเหล่านี้มีหลักฐานเข้าประเทศอย่างถูกต้อง และไม่มีหลักฐานการออกนอกประเทศไทย ซึ่งระหว่างสอบสวนสามารถให้สถานทูตประเทศนั้นๆ ที่มีหน้าที่ดูแลคนสัญชาติตัวเอง ประกันตัว หรือรับรองการดูแล และนำเหยื่อมาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตามระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ เพื่อให้เหยื่อการค้ามนุษย์หลายหมื่นคน หรืออาจนับแสนคนที่ทุกข์ทรมานเข้าถึงความยุติธรรม และขบวนการค้ามนุษย์ที่ยังลอยนวล ได้รับการตรวจสอบและลงโทษจริงจังด้วย.

ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน