กรณีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบจับกุมการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าหน้าไซ-ป่านาปู “บ้านน้ำนิ่ง” หมู่ 5 ต.ลำนาว อ.บางขัน จ.นครศรีธรรมราช พบพื้นที่ป่าถูกบุกรุกแผ้วถางตัดโค่นไม้ขนาดใหญ่ รวมเนื้อที่ 174 ไร่ และมีการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่แล้ว 623 ต้น เจ้าหน้าที่ยึดไม้ขนาดยักษ์ใหญ่จำนวน 81 ท่อน มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาท ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.นครศรีธรรมราช ป.ป.ช.ภาค 8 ลงพื้นที่ ปักป้ายตรวจยึดพื้นที่ที่ถูกบุกรุก และล่าสุดพนักงานสอบสวน สภ.บางขัน นำเสนอศาลจังหวัดทุ่งสงอนุมัติหมายจับ 4 ผู้ต้องหาลอตแรกเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ผ่านมา ตามที่ได้เสนอข่าวมาอย่างต่อเนื่องแล้วนั้น
ไร้เงา! เร่งล่าตัว4ผู้ต้องหาคดีรุกป่า ‘บ้านน้ำนิ่ง’ พบหนีกระเจิงออกนอกพื้นที่แล้ว
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 4 ผู้ต้องหาที่ถูกศาลออกหมายจับ ได้ติดต่อและเตรียมเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน โดย “เสี่ยวัฒน์” (นามสมมุติ) 1 ใน 4 ผู้ต้องหาที่ระบุว่าเป็นนายทุน มีภูมิลำเนาอยู่ในตัวเมืองนครศรีธรรมราช ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ยืนยันว่าไม่ได้ร่วมอยู่ในขบวนการการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าและฮุบป่าสงวนแห่งชาติตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด เพราะไม่ได้รู้จักกับ 3 ผู้ต้องหาและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับขบวนการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งตนอยู่ในสถานะคนที่ตกกระไดพลอยโจนไปด้วย เพราะจริงๆ แล้วได้รับมอบที่ดิน 10 ไร่มาจากคนเฒ่าคนแก่ที่ครอบครองทำกินในที่ดินดังกล่าวมายาวนานหลายปีแล้ว โดยที่ตนไม่ทราบว่าพื้นที่ 10 ไร่ดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
จนเมื่อมาเห็นว่ามีการใช้รถแบ๊กโฮขึ้นไปปรับพื้นที่ในแปลงข้างเคียง ตนเห็นเป็นโอกาสดีที่จะได้ปรับพื้นที่ของตนไปด้วยเนื่องจากหารถแบ๊กโฮที่จะขึ้นไปปรับพื้นที่ค่อนข้างยาก จึงตัดสินใจเข้าไปติดต่อว่าจ้างรถแบ๊กโฮคันดังกล่าวให้ช่วยปรับพื้นที่ให้ด้วย โดยมีการทำสัญญาว่าจ้างกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรในอัตราค่าจ้างเป็นค่าน้ำมันถังละ 18,000 บาท

“เมื่อมีการเข้าไปตรวจสอบจับกุมพื้นที่รวม 173 ไร่เขตในจำนวนนั้นมีพื้นที่ตนรวมอยู่ด้วย 10 ไร่ ทำให้ตนพลอยโดนหางเลขไปด้วย และเอกสารสัญญาจ้างรถแบ๊กโฮจึงกลายมาเป็นหลักฐานสำคัญในการเสนอออกหมายจับตนเป็น 1 ใน 4 ผู้ต้องหา หลังถูกออกหมายจับตนตกใจมากและไม่ได้หลบหนีตามที่เป็นข่าวแต่อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกับพรรคพวกเพื่อนฝูงเพื่อเข้ามอบตัวสู้คดี” เสี่ยวัฒน์ กล่าว
เสี่ยวัฒน์ กล่าวอีกว่าในวันพรุ่งนี้ (26 มี.ค) ตนจะเดินทางเข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวนและจะรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหาและพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งจะให้การตามข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เมื่อทราบว่าเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติตนก็จะไม่เอา พร้อมที่จะคืนพื้นที่ 10 ไร่ให้กับรัฐ และขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่ได้รู้จัก ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการบุกรุกตัดไม้ทำลายป่าเนื้อที่กว่า 173 ไร่ รวมทั้งแปลงอื่นๆ อีกหลายแปลงตามที่เป็นข่าว และที่สำคัญตนไม่ใช่นายทุนใหญ่ที่บงการอยู่เบื้องหลังขบวนการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าและยึดครองพื้นที่ป่าสงวน ส่วนนายทุนตัวจริงตนก็ไม่ทราบเลยจริงๆ ว่าเป็นใคร
แหล่งข่าวใน สภ.บางขัน เปิดเผยว่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน สำหรับการออกหมายจับผู้ต้องหา 4 คนนั้นเป็นเพราะมีพยานหลักฐานเชื่อมโยงมัดตัวอย่างชัดเจน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างการสอบสวนสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมและน่าจะรวบรวมเสนอสำนวนขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาลอตใหญ่ลอตที่ 2 ในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน.



