นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง เปิดเผยหลัง ครม.ได้อนุมัติร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ว่า มั่นใจว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ไม่น่าจะมีผลต่อการลงทุนในโครงการสถานบันเทิงครบวงจร เนื่องจากเป็นโครงการลงทุนระยะยาว เพราะมีเม็ดเงินลงทุนในโลกที่พร้อมเข้ามาลงทุน
“ในช่วงที่ผ่านมา หลังจากที่รัฐบาลได้เสนอแนวความคิดเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ก็ได้มีนักลงทุนหลายราย ที่มีความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพราะมองว่าประเทศไทยมีความน่าลงทุนในโครงการประเภทนี้มากกว่าหลายประเทศ แม้แต่ญี่ปุ่น”
นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ร่างกฎหมายดังกล่าว รัฐบาลจะผลักดันเข้าสภาในสมัยการประชุมนี้ หรือภายใน เม.ย.นี้ คาดว่ากระบวนการยกร่างกฎหมายจนถึงการอนุมัติกฎหมายจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี และหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะมีการจัดตั้งสำนักงานของคณะกรรมการตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการนโยบาย เป็นผู้กำหนดพื้นที่ที่เหมาะสม และจำนวนสถานบันเทิงที่เหมาะสม ซึ่งในเบื้องต้น พื้นที่ที่จะใช้ก่อสร้างโครงการ น่าจะเป็นที่ราชพัสดุหรือที่ดินของรัฐ
นอกจากนี้คณะกรรมการจะเป็นผู้กำหนดว่าในโครงการ ในแต่พื้นที่ควรจะประกอบด้วยอะไรบ้าง เช่น สวนสนุก, สนามกีฬา หรือพิพิธภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งดึงดูดการท่องเที่ยวในบริเวณนั้น โดยขนาดของที่ดินที่เหมาะสมสำหรับโครงการนี้ราว 300 ไร่ โดยจะมีพื้นที่ที่เป็นกาสิโนไม่เกิน 10% ของที่ดินหรือพื้นที่ใช้สอยของอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานบันเทิงครบวงจร แล้วแต่กรณีใดจะน้อยกว่ากัน
“คาดว่าหลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ จะสามารถเริ่มโครงการนี้ หรือตอกเสาโครงการได้ภายใน 3 ปี”
“ประเทศไทย ได้เปรียบกว่าหลายประเทศในโลก สำหรับการลงทุนประเภทนี้ ที่เป็นการก่อสร้าง เพราะไทยมีธรรมชาติที่สวยงาม ที่เป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาปีละประมาณ 40 ล้านคน รวมถึงมีระบบคมนาคมขนส่งที่ดี โดยโครงการลงทุนนี้จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจไทย ทำให้ไม่ต้องพะวงว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถขยายตัวได้ถึง 3% หรือไม่”
ทั้งนี้ สถานที่ที่จะเป็นที่ตั้งของโครงการสำหรับประเทศไทย คงจะไม่ใช้โมเดลแบบลาสเวกัส ที่สร้างบนทะเลทราย ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างสูง แต่สำหรับไทย น่าจะลงทุนในพื้นที่ที่เป็นจุดที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้อยู่แล้ว เพื่อเพิ่มรายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น



