นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส สายงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐ ล่าสุดนี้ ทำให้ความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัยสูงขึ้น และมีการเทขายสินทรัพย์เสี่ยงออกมา จนทำให้เงินบาทอ่อนค่าแรง โดยหลังทรัมป์ประกาศมาตรการ เงินบาทอ่อนค่าขึ้นถึง 30 สตางค์ ก่อนที่จะทยอยกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย และล่าสุดอยู่ที่ราว 34.30 บาทต่อดอลลาร์

นอกจากนี้ มาตรการยังส่งผลต่อตลาดการเงินโลกอีกด้วย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields) ปรับลดลงถึง 10-15 bps ขณะที่ราคาทองคำสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และเงินเยนแข็งค่า (ด้วยมุมมอง safe-haven currency) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐปรับลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียเปิดมาวันนี้ติดลบ ราคาน้ำมันปรับลดลงเช่นกัน ตามความกังวลว่ามาตรการภาษีจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอสหรัฐ ตั้งอัตราภาษี “ตอบโต้” โดยคำนวณจากอัตราภาษีที่แต่ละประเทศเก็บกับสหรัฐ และการตั้งมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (Non-tariff barriers)

ซึ่งจะพบว่า แม้ส่วนต่างอัตราภาษี Effective tariffs rates ของไทยกับสหรัฐ จะต่างกันราว 7% แต่สหรัฐ ประเมินว่าไทยมีมาตรการกีดกันทางการค้าอื่น ๆ รวมถึงการแทรกแซงค่าเงิน ทำให้เทียบได้ว่ามีส่วนต่างภาษีจากสหรัฐ รวมทั้งสิ้นราว 72% (ซึ่งคำนวณจากการนำ Trade balance ระหว่างไทย-สหรัฐ หารด้วยมูลค่าสินค้านำเข้าจากสหรัฐ มาไทย) โดยสหรัฐ ตัดสินใจเก็บภาษีนำเข้าจากไทยเพิ่มขึ้น 36% (หรือราวครึ่งหนึ่งจากที่สหรัฐ ประเมินว่าไทยเก็บจากสหรัฐ) ซึ่งสูงกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งนี้ เวียดนามถูกเรียกเก็บภาษีที่ 46% ซึ่งสูงกว่าไทย

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนจะได้รับผลกระทบที่ชัดเจนในระยะสั้นนี้ โดยค่าเงินส่วนใหญ่อ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งในทางทฤษฎีนั้น หากราคาสินค้าในต่างประเทศเปลี่ยนไปจากการขึ้นภาษี ค่าเงินจะเป็นตัวปรับสมดุล โดยประเทศที่ถูกขึ้นภาษีก็จะเห็นสกุลเงินนั้นอ่อนค่าลงเพื่อลดทอนผลกระทบต่อผู้ส่งออกของประเทศนั้น

ในระยะสั้นนี้ มองว่าปัจจัยเรื่อง Tariffs จะไม่ทำให้เงินบาทอ่อนค่ากว่านี้มากนัก เนื่องจากสหรัฐ จะใช้มาตรการภาษีนี้ในการเปิดการเจรจากับประเทศคู่ค้า โดยหากไทยปรับลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ในบางกลุ่มสินค้า (เช่น จักรยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเกษตร) และอาจนำเข้าอาวุธจากสหรัฐ รวมถึงออกไปลงทุนในสหรัฐมากขึ้น จะทำให้มีโอกาสที่สหรัฐจะปรับภาษีลงจากที่ประกาศไว้ที่ 36% ได้

ซึ่ง SCB FM มองว่าโอกาสที่ไทยจะเจรจากับสหรัฐ ให้ลดภาษีลง มีมากกว่าโอกาสที่จะเกิดข้อพิพาทจนถูกขึ้นภาษีเพิ่ม นอกจากนี้จะเห็นว่า Reaction ของตลาดในช่วงที่ผ่านมาไม่รุนแรงนัก เพราะมาตรการยังมีความไม่แน่นอนสูงและเปลี่ยนแปลงไปมาได้ง่าย จากที่ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแก้ไขได้ทุกเมื่อ จึงทำให้ตลาดยัง Price-in โอกาสที่จะลดอัตราภาษีลงได้ในระยะต่อไป

ทั้งนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจทำให้บาทอ่อนค่าได้ในระยะ 1-2 เดือนนี้ คือการจ่ายเงินปันผล (Dividend payout) ของผู้ประกอบการต่างชาติกลับไปให้บริษัทแม่ในต่างประเทศ จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า การจ่ายเงินปันผลในปีนี้อาจสูงกว่าปีก่อน นำโดยเงินปันผลของกลุ่มธนาคาร ซึ่งมีผลประกอบการในปีที่ผ่านมาค่อนข้างดี โดยนับตั้งแต่กลางเดือนนี้ต่อเนื่องถึงเดือนหน้าอาจมีเม็ดเงินไหลออกจากตลาดการเงินไทย กดดันให้บาทอ่อนค่าเพิ่มเติมได้ เมื่อผนวกกับความเสี่ยงเรื่อง Tariffs จึงมองว่าเงินบาทอาจอ่อนค่าในกรอบ 34.15-34.65 บาทต่อดอลลาร์

สำหรับในระยะกลาง-ยาว มองว่าความไม่แน่นอนยังสูง และแนวโน้มเงินบาทอาจขึ้นอยู่กับผลกระทบของของมาตรการ Tariffs ต่อเศรษฐกิจโลก และความเชื่อมั่นของตลาดที่ส่งผลต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Portfolio reallocation) ในกรณีฐาน หากประเทศอื่น ๆ ไม่มีการตอบโต้รุนแรง และผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและสหรัฐ มีจำกัด

ขณะที่เงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้นราว 1-2% ก็อาจทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์แข็งค่าในระยะสั้น และกลับมาอ่อนค่าต่อได้เล็กน้อยในระยะยาว นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเรื่องมาตรการภาครัฐในภูมิภาคอื่น เช่น ยุโรป ที่จะลดความน่าสนใจของเงินดอลลาร์ลง ทำให้ในกรณีนี้ SCB FM มองว่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ณ ปลายปีนี้อาจอยู่ที่ราว 32.50-33.50 บาทต่อดอลลาร์ได้

ในกรณีที่ผลกระทบจากมาตรการ Tariffs ต่อภาพรวมเศรษฐกิจออกมารุนแรง ทำให้ตลาดเกิดความกังวลต่อ Recession risk เกิดเป็น Risk-off นักลงทุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐ จะแข็งค่าเร็ว US Treasury yields อาจปรับลดลง ขณะที่เงินภูมิภาคจะอ่อนค่าเพื่อ cushion ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ

ในกรณีนี้ SCB FM มองว่าเงินบาทต่อดอลลาร์ ณ ปลายปีอาจอ่อนค่าไปที่ราว 34.00-35.00 บาทต่อดอลลาร์ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการธุรกิจนำเข้า/ส่งออกควรพิจารณาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้บางส่วน ผ่านการใช้ FX Forward ในการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน และอาจพิจารณาใช้สกุลเงินท้องถิ่นมากขึ้นเพื่อกระจายความเสี่ยง