ต้องยกให้เป็นอีกหนึ่งสาวยอดนักสู้ที่ฝ่าฟันมรสุมมาไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับ “แจน-ณัฏฐ์ฑินี ธนัตพรภิญโญ” รองอันดับ 2 มิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2025 ที่นอกจากมีตำแหน่งนางงามประดับบ่าแล้ว สาวแจนยังมีดีกรีเป็นนักศึกษาคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่ความสวย แต่ความสามารถด้านอื่นของแจนก็เป็นที่ประจักษ์ จนหลายคนพูดถึงเธอกันว่าเป็นหนึ่งในลูกรักของ “บอสณวัฒน์” เลยก็ว่าได้
ล่าสุด บันเทิงเดลินิวส์ มีโอกาสได้เจอ “ว่าที่หมอแจน” จึงขอสัมภาษณ์เจ้าตัวถึงประเด็นที่หลายคนครหาว่าเธอได้ตำแหน่งนี้มาเพราะเป็น “ลูกรักบอสณวัฒน์” วันนี้หมอแจนจึงขอเคลียร์ชัดๆ ว่ากว่าจะได้คำว่า “ลูกรัก” มาไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังได้เปิดใจถึงเป้าหมายต่อไปในอนาคตทั้งเรื่องเรียนและการทำงาน โดย แจน เผยว่า
“จริงเหรอคะ เราก็ไม่รู้ตัวเลย (หัวเราะ) จริงๆ มันเป็นคำนิยามจากคนด้านนอกมากกว่า แต่จะบอกว่า กว่าจะได้นิยามว่าเป็นลูกรักบอสคือเราก็ต้องใช้ความสามารถใช้ศักยภาพของตัวเองเหมือนกัน มันจะเป็นไปได้เหรอ อยู่ดีๆ เข้ามาเจอหน้าบอสแล้วรักเลย มันเป็นไปไม่ได้ เราก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของยอดขาย เพอร์ฟอร์แมนซ์ เรื่องของความสามารถ องค์ความรู้ที่เราสปีชไปบนเวทีหรือบนรายการต่างๆ แล้วก็ความตั้งใจ ความทะเยอทะยานของเรา หนูไม่อยากให้มองว่าเพราะว่าเป็นแค่ลูกรักบอสถึงจะเอาเข้าทีมเลย มันเป็นไปไม่ได้ ในมุมของธุรกิจคนที่เป็นเจ้านายหรือเจ้าของธุรกิจ คือเขาแค่ชอบคนนี้ แต่มันจะเอาไปต่อยอดยังไง มันไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรม ไม่สามารถทำอะไรต่อได้ ถ้าเป็นเราก็คงไม่เอาเข้าบริษัทเรา แต่นี่เราแสดงให้เห็นแล้วว่าความสามารถของเราคืออะไรบ้าง แล้วเราตั้งใจเข้ามาจะเป็น Business ที่แข็งแรงในองค์กรจริงๆ”


“อย่างตอนนี้พูดตรงๆ เลยว่าเวลามีงานลูกค้าเข้า มันก็มีที่ขายได้มากขายได้น้อย แต่เราก็ใช้ทุกไลฟ์ทุกงานที่เรารับมาเป็นตัวฝึกฝนเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองให้เป็นช้างเท้าหน้า ในการผลิตสินค้าแล้วก็ธุรกิจ ต่อไปใครจะไปรู้องค์กรมิสแกรนด์อาจจะเป็นผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศก็ได้ คือหนูคิดไปถึงขั้นนั้นจริงๆ ด้วยวัยเท่านี้ แต่ หนูเป็นคนที่ทำอะไรตั้งใจมุ่งมั่นและแน่วแน่ แล้วอย่างที่บอกองค์กรมิสแกรนด์เปิดกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องของเพอร์ฟอร์แมนซ์ว่าคนสวยคนหุ่นดีแล้วจะได้เป็นนางงามยืนหนึ่ง มันเป็นเรื่องของการต่อยอดด้วย ตรงนี้แหละ ทำให้ปะป๊าณวัฒน์เห็นในความสามารถของหนูแล้วหนูเข้าทีม พี่ๆ ก็เลยมองว่าเป็นลูกรักของปะป๊า ซึ่งจริงๆ หนูก็ดีใจที่มีคนเรียกแบบนี้ แต่เรารู้ตัวเองว่าฝ่าฟันอะไรมาบ้างกว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้”


“ในส่วนของเรื่องเรียน อันนี้ลังเลอยู่ ใจหนูยังไงก็อยากเรียนสัตวแพทย์ให้จบ แต่ว่าเราเข้ามาทำงานแล้ว ในตอนอายุเท่านี้เราก็ไม่รู้ว่าจะมีจังหวะชีวิตแบบนี้อีกไหม หนูจะปรึกษากับปะป๊าว่าเห็นควรว่ายังไง ก็จะยึดตามนั้น ถ้าปะป๊าบอกว่าให้ดร็อปก่อนหนูก็จะดร็อป อีกซักสองสามปีก็ยังได้ หรืออีกสี่ห้าปีก็ได้ เราก็ทำงานก่อนเพราะอายุดร็อปของมหาวิทยาลัยของหนูเท่าที่ดูมาได้ไม่เกิน 7 ปี ตอนนี้ก็ตั้งใจทำงานเต็มที่ แต่ถ้าปะป๊าบอกว่าอนุญาตให้กลับไปเรียนด้วยหนูจะกลับไปเรียนกลับไปใช้ชีวิต จริงๆ ก็แอบคิดถึงชีวิตก่อนมง มันเป็นชีวิตที่เป็นความสบายใจไม่ต้องรับแรงกดดัน แต่ชีวิตเราก็จะไม่ขยับไปไหน เพราะฉะนั้นเราได้มาอยู่จุดนี้เราก็จะพยายามมากที่สุด แต่ว่าเรื่องเรียน ตั้งใจเรียนให้จบสัตวแพทย์แน่นอน”


แจน เผยต่อว่า “เอาจริงๆ หนูพูดตรงๆ ว่ามาตรงนี้หลายๆ คนมองว่าหนูคงต่อยอดยาก จริงๆ ใจหนูไม่ได้มุมานะที่จะไปในสายวงการบันเทิงเพราะหนูรู้สึกว่าเรื่องดาราอะไรอย่างนี้มันไม่ใช่ทางเรา หนูชอบทำงานที่เราเป็นคนแพลนได้ เราสามารถเมเนจและควบคุมได้ แล้วมันโตในระยะยาวอยู่กับเราจริงๆ เป็นงานที่เกิดจากผลผลิตและกำไรของเราจริงๆ จะเป็นเรื่องของการทำธุรกิจ อันนี้หนูคิดแต่เด็กเลยและคิดมาตลอดระยะเวลาหลายปี จริงๆ ก่อนจะมาลงประกวดก็มีแพลนจะผลิตสินค้า แต่ด้วยความที่เราเข้ามาประกวดแล้วรู้สึกว่าเราอยากโฟกัสกับตรงนี้ก่อน เราอาจจะได้อะไรจากตรงนี้ไปต่อยอดด้วย แล้วปรากฏว่าติดทีมเข้ามา หนูก็ไม่คิดว่าหนูจะเข้ามาลึกขนาดนี้ หนูก็เลยรู้สึกว่าสิ่งที่เรามีอยู่คือการเป็นอินฟลูเอนเซอร์เราจะพัฒนาตัวเองให้เป็นคอนเทนต์ครีเตอร์ที่ดังที่สุดในไทย หนูมั่นใจว่าไอเดียหนูมันโลดแล่นได้ แล้วหนูเชื่อว่ามันกำลังเติบโตในไทยมากๆ บนแพลตฟอร์มออนไลน์ คนไทยชอบเสพสื่อระยะสั้นๆ และสร้างความบันเทิงเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และลูกค้าสปอนเซอร์เดี๋ยวนี้ก็เข้ามาลงทุนในอินฟลูฯ ประเภทนี้เยอะมาก เลยรู้สึกว่าจะเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์ที่แมสที่สุด แล้วก็ไลฟ์ขายของได้ดีที่สุด แล้วก็จะเอากำไรและความรู้ที่มีธุรกิจเราตัวนี้ไปพัฒนาองค์กรค่ะ”



ขอบคุณภาพประกอบจาก: janthinyy



