สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 14 เม.ย. ว่าพล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคอมมิวนิสต์เวียดนาม ให้การต้อนรับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ในโอกาสเยือนกรุงฮานอยอย่างเป็นทางการ ซึ่งนับเป็นครั้งที่สอง ต่อจากการเยือนเมื่อเดือน ธ.ค. 2566 ที่มีการยกระดับความร่วมมือสู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม”


ขณะเดียวกัน การเยือนเวียดนามของสีในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของสงครามการค้า จากมาตรการภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ ซึ่งเวียดนามเผชิญกับอัตราเรียกเก็บ 46% ส่วนจีนเผชิญกับอัตราเรียกเก็บ 145% และอัตราของจีนเป็นประเทศเดียวที่รัฐบาลวอชิงตันบังคับใช้ แต่ของทุกประเทศที่เหลืออยู่ในช่วงของการระงับเป็นเวลา 90 วัน จนถึงวันที่ 9 ก.ค. นี้

พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม นำประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ที่ทำเนียบในกรุงฮานอย


ทั้งนี้ มีรายงานว่า ผู้นำทั้งสองประเทศเป็นสักขีพยาน ในการลงนามข้อตกลงและบันทึกความร่วมมือ “หลายสิบฉบับ” แต่ยังไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ ว่าข้อตกลงเหล่านั้นเกี่ยวข้อง หรือครอบคลุมกับเรื่องใดบ้าง

พล.ต.อ.โต เลิม เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน สนทนากันเกี่ยวกับข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศลงนามร่วมกัน


อนึ่ง หนังสือพิมพ์ยัน ซัน ซึ่งเป็นหนึ่งในสื่อใหญ่ของเวียดนาม เผยแพร่บทความของผู้นำจีน มีเนื้อหาเกี่ยวกับ การเรียกร้องทั้งสองประเทศร่วมกันยืนหยัด และปกป้องความเป็นแบบพหุภาคีของกลไกการค้าโลก เพื่อรักษาเสถียรภาพให้กับห่วงโซ่อุปทาน อีกทั้งเพื่อการเปิดกว้างทางการค้า และสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เป็นการร่วมมือระหว่างประเทศ


ขณะเดียวกัน ผู้นำจีนเน้นย้ำว่า “ไม่มีผู้ชนะในสงครามการค้า” และ “การใช้นโยบายกีดกันการค้าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายใด”
ปัจจุบัน เวียดนามเป็นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนำเข้าสินค้าจากจีนมากที่สุด โดยมูลค่าอยู่ที่ 161,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.42 ล้านล้านบาท) เมื่อปีที่แล้ว ตามด้วยมาเลเซีย 101,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.4 ล้านล้านบาท).

เครดิตภาพ : AFP