เมื่อวันที่ 22 เม.ย. “ทีมข่าวอาชญากรรม” เผยสารตั้งต้นคดีคือ นายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส กลายเป็นผู้ต้องหาในคดีขับรถหรูชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิต โดยลากร่างไปกว่า 200 เมตร เหตุเกิดวันที่ 3 ก.ย.2555 ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นายวรยุทธหลบหนีคดีไปต่างประเทศหลังเข้ารับทราบกล่าวหา และให้ทนายแจ้งต่ออัยการเลื่อนคดีหลายครั้งจนหลายข้อหาหมดอายุความ และกลายเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2563 หลังพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาด “ไม่ฟ้อง” ในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

กระทั่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้มีการจัดตั้งชุดกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาที่มี นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีดังกล่าว

โดยวันที่ 1 ก.ย.2563 คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ แถลงพบมีการทำสำนวนแบบสมยอมในการสอบ วันที่ก็ยังผิด ไม่เป็นวันที่จริงที่สอบพยานผู้เชี่ยวชาญ ทำให้กลับความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ การหยิบยกพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ การร่วมมือระหว่างอัยการ เจ้าหน้าที่รัฐ ทนายความที่เกิดขึ้นในคดีนี้

ดังนั้น คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ จึงมีความเห็นว่า เป็นการทำสำนวนสมยอมไม่สุจริต ร่วมมือกันตามทฤษฎีสมคบคิดทำให้สำนวนเสียไปตั้งแต่ต้น จากความเร็วของรถยนต์ตามรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลุ่มงานตรวจทางเคมีฟิสิกส์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง ลงวันที่ 26 ก.ย.2555 ไว้ว่า รถยนต์คันที่นายวรยุทธขับขี่มีความเร็วโดยเฉลี่ย 177 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีความคลาดเคลื่อนมากขึ้นหรือน้อยลงประมาณ 17 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ให้เป็นความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงแทน

จากผลตรวจสอบดังกล่าวจึงเป็นที่มาการดำเนินคดีอาญาฟ้องผู้มีส่วนร่วมในกรณีเปลี่ยนแปลงสำนวนและลดความเร็วรถของนายวรยุทธ ที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดทางอาญา ได้แก่

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผบ.ตร. , นายเนตร นาคสุข อดีตรองอัยการสูงสุด , นายชัยณรงค์ แสงทองอร่าม อดีตอัยการอาวุโส , นายพิชัย (ชูชัย) เลิศพงศ์อดิศร หรือ สว.ก๊อง , นายสายประสิทธิ เกิดนิยม , นายธนิต บัวเขียว และพนักงานสอบสวนอีก 2 ราย ภายหลังอัยการสูงสุดมีคำสั่งรับดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้ง 8 คน ตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.2567 จนนัดตัวผู้ต้องหาทั้งหมดในวันที่ 29 ส.ค.2567 ไปส่งฟ้องที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

สำหรับผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ถูกดำเนินคดีในข้อหาที่แตกต่างกัน แบ่งเป็นประเด็น ส่วนแรก คือ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงความเร็วรถ อีกส่วนเป็นการดำเนินคดีกับอดีตรองอัยการสูงสุด ปมการสั่งคดี และผู้ต้องหาที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการเป็นพยานในคดี ซึ่งคดีดังกล่าวป.ป.ช. มีมติส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด หากอัยการสูงสุดเห็นด้วยและมีคำสั่งฟ้อง อัยการสูงสุดจะเป็นโจทก์ฟ้องเอง แต่จะมีบางคดีที่ป.ป.ช.เห็นไม่ตรงกับอัยการสูงสุด คือ ป.ป.ช.เห็นว่าควรฟ้องดำเนินคดี แต่ทางอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ควรฟ้องดำเนินคดีหรือสั่งไม่ฟ้อง หากเป็นเช่นนั้นทางป.ป.ช.สามารถนำเรื่องไปดำเนินการฟ้องเองได้

อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกันจึงสิ้นสุดขั้นตอนของป.ป.ช. และจะเป็นดุลพินิจของศาลในการพิจารณาคดีจนนำมาสู่การนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 22 เม.ย.2568 ซึ่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยที่ 4, 8 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ซึ่งเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายมีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำเลยที่ 4 ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำเลยที่ 8 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด จำคุกจำเลยที่ 4 กำหนด 2 ปี จำคุกจำเลยที่ 8 กำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1-3 , 5-7 แต่ให้หมายขังจำเลยที่ 1-3 , 5-7 ไว้ระหว่างอุทธรณ์ เว้นแต่จะมีประกัน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก สุดท้ายจำเลยได้ประกันตัวทุกคนตามหลักทรัพย์เดิม.