ไต้หวัน มีคะแนนความโปร่งใสอยู่ในระดับ 25 ของโลก โดยมีคะแนน 67/100 ในขณะที่ไทยอยู่อันดับ 107 โดยมีคะแนน 34/100 ด้วยการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาลสูงนี่เอง ทำให้ไต้หวันสามารถขับเคลื่อนความยั่งยืนต่าง ๆ ใน SDG ทั้ง 17 ข้อได้อย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นเมือง Carbon Free ในไม่ช้า

ทำไมไต้หวันต้องเร่งพัฒนาความยั่งยืน สิ่งสำคัญก็เพราะ ภาวะโลกเดือด และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศสุดขั้วกำลังบีบคั้นเขาอย่างรุนแรง ในช่วง 4-5 ปีมานี้ ทั้งพายุ น้ำท่วม แผ่นดินไหว คลื่นความร้อนโจมตีเหล่าเมืองต่าง ๆ ที่เป็นหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ และมหาสมุทรแปซิฟิก พายุไต้ฝุ่นที่มีความเร็วมากขึ้น ขนาดใหญ่ขึ้น มีอานุภาพการทำลายล้างสูงขึ้นทุกปี แต่ละปีผู้คนและบ้านเรือนถูกทำลายเป็นแถบ ๆ และที่สำคัญภาวะโลกเดือดทำให้ภูเขาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงเวลาที่ต้องหาทางเอาตัวรอด ก่อนที่เกาะจะจมน้ำ นี่ยังไม่นับรวมปัญหาเรื่องขยะล้นเกาะ ซึ่งเป็นปัญหาคลาสสิกของเกาะน้อยใหญ่ทั่วโลก

แล้วไต้หวันปรับตัวรับมือกับโลกเดือดอย่างไร

ผู้นำไต้หวันเอาจริงกับเรื่องนี้ รัฐบาลได้ออกกฎหมายใหม่ ๆ หลายฉบับเพื่อส่งเสริมความยั่งยืน ปรับตัวเข้าสู่ Net Zero ตั้งเป้าหมายลดคาร์บอนลง 30% ในปี 2030 มีการให้ความรู้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่รับผิดชอบ มีการจัดการบูรณาการภาครัฐที่สามารถทำงานข้ามกระทรวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญเมื่อรัฐทำเป็นตัวอย่างก่อนแล้ว ได้มีกิจกรรมส่งเสริมความรู้สาธารณะ และจัดเวทีความร่วมมือ สร้างพันธมิตรระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน NGO และภาคประชาสังคม รัฐบาลเขาทำงานจริงจัง สร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน เมื่อบวกกับจิตอาสาที่เป็น DNA ของชาวไต้หวัน และการทำงานที่โปร่งใส ไม่คอร์รัปชันแล้ว ถือว่าเป็นกรณีศึกษาการขับเคลื่อน SDG ที่ก้าวหน้ามาก

เนื่องจากเขามีพื้นที่เป็นเกาะเล็กๆ เขาคิดว่าถึงแม้เขาทำสำเร็จ ก็ยังไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายได้ เราจึงเห็นไต้หวัน ออกมารณรงค์ขับเคลื่อน สร้างความร่วมมือเครือข่ายนานาชาติในการประชุมสำคัญ ๆ อาทิ COP29, World Economic Forum, และเวทีการประชุมความยั่งยืนต่าง ๆ ของ UN ถึงแม้เขาจะไม่ได้เป็นสมาชิกของ UN ก็ตาม โดยเชื่อว่าการทำงานแบบเครือข่ายจะสร้างผลกระทบที่มีอิมแพคและยั่งยืนกว่า

รัฐบาลไต้หวันผลักดันการลงทุนสีเขียวเน้นความยั่งยืน สนับสนุนให้พัฒนาพลังงานสะอาด พลังงานทางเลือกอย่างจริงจัง โดยมี Climate Finance และกองทุนยั่งยืนต่าง ๆ มูลค่ากว่า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นกลไกสนับสนุน ไม่กี่ปีมานี้เราจึงเห็นโครงการพลังงานสะอาดใหม่ๆ การปรับผังเมืองเพื่อรองรับความผันผวนของภาวะโลกเดือด มีการออกแบบพื้นที่สาธารณะ ให้เป็นพื้นที่รับน้ำ พื้นที่ชะลอน้ำ ในช่วงหน้าฝน และเป็นสวนสาธารณะและพื้นที่สันทนาการในช่วงหน้าหนาวและหน้าแล้ง แถมยังสร้างระบบกำแพงกันน้ำสูง 6-8 เมตร ตลอดแนวแม่น้ำยาว 8 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมเมืองอีกด้วย การออกแบบพื้นที่สะเทินน้ำสะเทินบกใหม่ ๆ นี้ระดมนักวิชาการ สถาปนิก ภูมิสถาปนิก นักผังเมือง มาช่วยกัน และโครงการต่อสู้กับหายนะทางภูมิอากาศเหล่านี้คงทยอยออกมาเรื่อย ๆ

ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ที่ไต้หวันมีแผ่นดินไหวขนาดกลางและขนาดใหญ่บ่อยครั้ง แต่อาคารต่าง ๆ ยังคงสู้ต่อการสั่นไหวได้ แม้กระทั่งอาคาร Taipei 101 ที่เขาภูมิใจว่าเป็นอาคารยั่งยืน ที่เคยสูงที่สุดในโลก สูง 508 เมตร มีระบบลูกตุ้มดูดซับแรงแผ่นดินไหวได้ นอกจากออกแบบได้ดี มีการก่อสร้างและคุมงานที่มีมาตรฐาน ที่สำคัญคือไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันแบบอาคารราชการไทย

คนไต้หวันบอกผมว่า แผ่นดินไหว และภัยพิบัติเป็นเรื่องปกติ แต่คอร์รัปชันเป็นเรื่องผิดปกติ เขาเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในโรงเรียน มีกระเป๋าฉุกเฉินเตรียมไว้ มีการฝึกซ้อมระบบหนีภัยต่าง ๆ ระบบเตือนภัยของเขารวดเร็ว มีความแม่นยำสูง พอได้สัญญาณเตือนพวกเขาจะปฏิบัติตามคู่มือ และสิ่งที่ฝึกไว้ทันที ความเสียหายในชีวิตและทรัพย์สินจึงน้อย

กรณีศึกษาเรื่องความตั้งใจ เอาจริงเอาจังกับการปรับตัวสู้วิกฤติ และอยากมีอนาคตที่ยั่งยืนของชาวใต้หวัน สอนให้ผมรู้ว่า บางทีเมื่อหายนะมาเคาะที่ประตู เราต้องรีบปรับตัวกันครั้งใหญ่เพื่อความอยู่รอด ไต้หวัน เกาะเล็ก ๆ เล็กกว่าเรา 14 เท่า แสดงให้เห็นแล้วว่าทำได้ … ไทยเราก็น่าจะทำได้เช่นกัน ถ้าเอาจริง และไม่โกง!!.